
จับตาดูการปชะชุมเฟดสัปดาห์นี้
ในสัปดาห์นี้ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า ค่าเงินบาทมีโอกาสเคลื่อนไหวแบบพลิกล็อกได้ เนื่องจากมีปัจจัยที่สร้างความไม่แน่นอนให้แก่ทิศทางของค่าเงินอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ ที่จะมีขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์
ในสัปดาห์นี้ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า ค่าเงินบาทมีโอกาสเคลื่อนไหวแบบพลิกล็อกได้ เนื่องจากมีปัจจัยที่สร้างความไม่แน่นอนให้แก่ทิศทางของค่าเงินอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ ที่จะมีขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์
ปัจจุบัน ผู้เล่นในตลาดเริ่มปรับเพิ่มการคาดการณ์การปรับลดขนาดมาตรการ QE มากขึ้น ทำให้เรามองว่าอาจมีความผันผวนเกิดขึ้น และคาดว่าเงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบที่กว้างขึ้นระหว่าง 31.9032.30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
นอกจากประเด็นเรื่องการประชุมนโยบายการเงินของสหรัฐแล้ว ยังมีข้อมูลเศรษฐกิจอื่นๆ ที่นักลงทุนควรติดตามด้วยเช่นกัน อาทิ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ตัวเบื้องต้น สำหรับเดือน ธ.ค. ของทั้งจากจีน ยูโรโซน และสหรัฐ ยอดขายบ้านมือสองของสหรัฐ การประกาศตัวเลข GDP สำหรับไตรมาส 3 ของสหรัฐ และการสำรวจความเชื่อมั่นของนักธุรกิจเยอรมนีและยูโรโซนจากสถาบัน ZEW
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา การเมืองไทยผ่อนคลายความตึงเครียดลงตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ หลังจากรัฐบาลประกาศยุบสภาในวันจันทร์ ซึ่งส่งผลให้เงินบาทดีดตัวแข็งค่าขึ้นได้บ้าง เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 32.20 แต่หลังจากการประกาศยุบสภา เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นมาอยู่ใกล้ระดับ 32.00 ถึงแม้ประเด็นในประเทศเริ่มผ่อนความร้อนแรงลง แต่ประเด็นจากตลาดต่างประเทศยังเป็นปัจจัยที่กดดันค่าเงินบาทให้อยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าอยู่ แต่ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับค่าเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐออกมาอยู่ในเกณฑ์ดี บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงานนอกภาคเกษตร ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐ ยอดค้าปลีก และยอดขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ออกมาดีกว่าคาด ขณะเดียวกันนักการเมืองในสหรัฐยังประสบความสำเร็จในการเจรจาและสรุปข้อตกลงเรื่องงบประมาณสหรัฐสำหรับในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งทำให้ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในส่วนของภาคการคลังหมดไป
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเศรษฐกิจหรือภาคการคลังสหรัฐ ต่างเป็นแรงหนุนให้นักลงทุนกลับมาคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอาจแข็งแกร่งมากพอที่จะรองรับการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายที่น้อยลงได้ การคาดการณ์การปรับลดมาตรการ QE สะท้อนได้จากการปรับเพิ่มขึ้นของต้นทุนการกู้ยืมผ่านพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ของสหรัฐ ที่ปรับเพิ่มมาอยู่ใกล้ระดับ 2.88% จาก 2.75% จากเดือน ธ.ค.
สำหรับการลงทุนในตลาดการเงินของไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติยังขายหุ้นไทยเป็นจำนวนสุทธิที่ 1.37 หมื่นล้านบาท ขณะที่ในตลาดพันธบัตรรัฐบาล แรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติผ่อนแรงลง แต่ยังเป็นการขายสุทธิจำนวน 591 ล้านบาท แต่ที่น่าสังเกตคือ เป็นแรงขายจากพันธบัตรระยะสั้นเป็นส่วนใหญ่ สำหรับภาวะของตลาดหุ้นกู้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการเสนอขายหุ้นกู้กลุ่มลีสซิ่ง อายุ 2.5 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.05% อันดับเครดิต A จำนวน 300 ล้านบาทเสนอขายต่อผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ในตลาดแรก ขณะที่หุ้นกู้ตลาดรองที่มีปริมาณซื้อขายกันมากในสัปดาห์นี้ เป็นกลุ่มอายุประมาณ 612 เดือน อันดับความน่าเชื่อถือ AAA อัตราผลตอบแทนที่ซื้อขายกันประมาณ 2.85%2.95% และกลุ่มอายุประมาณ 34 ปี อันดับความน่าเชื่อถือ A อัตราผลตอบแทนที่ซื้อขายกันประมาณ 3.85% 3.95% และกลุ่มอายุประมาณ 910 ปี อันดับความน่าเชื่อถือ A+ อัตราผลตอบแทนที่ซื้อขายกันประมาณ 4.55% 4.60%
ค่าเงินบาท เปิดตลาดที่ระดับ 32.21 แต่หลังจากการประกาศยุบสภาในช่วงต้นสัปดาห์ ก็ทำให้ค่าเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นบ้าง ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดกลับมามีความอ่อนไหวต่อการคาดการณ์การปรับลดขนาดมาตรการ QE ทำให้สกุลเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมถึงเงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มที่จะได้รับแรงกดดันเพิ่มขึ้น ช่วงระหว่างสัปดาห์ ผู้เล่นในตลาดขายดอลลาร์เพื่อทำกำไรบ้างหลังจากที่มีการซื้อเงินดอลลาร์ค่อนข้างมากในช่วงที่ก่อนหน้า และส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการขายทองคำทำกำไรโดยนักลงทุนในประเทศ หลังจากที่ราคาทองคำดีดตัวขึ้นก่อนหน้า แต่เงินดอลลาร์ก็กลับมาแข็งค่าขึ้นได้บ้างช่วงปลายสัปดาห์ ในส่วนของความคืบหน้าทางเศรษฐกิจไทย โฆษกธปท. แสดงความคิดเห็นว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยไม่น่าจะเป็นตกต่ำถึงระดับ 0.5% ในปี 2014 แม้ว่าจะมีปัจจัยความเสี่ยงทางการเมือง และคาดว่า เงินทุนไหลเข้าในตลาดตราสารหนี้ไทยอาจจะชะลอตัวก่อนการประชุม นโยบายการเงินของสหรัฐฯ ณ วันศุกร์ ค่าเงินบาทปิดที่ระดับ 32.04
ค่าเงินยูโร เปิดตลาดที่ 1.3666 เงินยูโรอยู่ในแนวโน้มที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจที่มีสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น อิตาลีรายงานตัวเลข GDP สำหรับไตรมาสที่ 3 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสามารถหลีกเลี่ยงการหดตัวไปได้ ประกอกับการผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนตุลาคมปรับตัวดีขึ้น สะท้อนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง อีกแรงหนุนหนึ่งของยูโรโซนเป็นผลจากสภาพคล่องในตลาดเงินในยูโรโซนที่เริ่มตึงตัวขึ้นในช่วงสิ้นปี ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่จะเห็นธนาคารในยูโรโซนลดการกู้ยืมระหว่างธนาคารลงในช่วงนี้ ส่งผลให้เกิดความต้องการเงินยูโรในระยะสั้นในระดับที่สูงขึ้นและอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินปรับตัวขึ้น ในขณะเดียวกัน เงินยูโรได้รับแรงหนุนจากกระแสของการส่งกลับกำไรและเงินทุนของภาคธนาคารในภูมิภาค เพื่อปรับปรุงส่วนทุนของธนาคารก่อนที่จะมีการทดสอบเสถียรภาพภาคธนาคารของ ECB หรือที่เรียกว่า Stress test ในช่วงต้นปีหน้า ทำให้เห็นเงินยูโรแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องประมาณ 0.03% ส่วนตลอดสัปดาห์ณ วันศุกร์ ค่าเงินยูโรปิดที่ระดับ 1.3715 ค่าเงินเยน เปิดตลาดที่ 101.76 เงินเยนอยู่ในแนวโน้มที่อ่อนค่าต่อเนื่อง เนื่องจากผู้เล่นในตลาดมีมุมมองว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะเป็นธนาคารกลางมีแนวโน้มจะเลิกใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายธนาคารกลางอื่น ๆ ในประเทศเศรษฐกิจหลักอื่น ๆ ทำให้เงินเยนยังควรอ่อนค่า นอกจากนี้ เงินเยนยังได้รับแรงกดดันมากขึ้นหลังจากที่ปรึกษาของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการของญี่ปุ่นเปิดเผยว่า กองทุนฯ ควรจะเริ่มลดการถือครองพันธบัตรของรัฐบาลญี่ปุ่นลง ผลการสำรวจความคิดเห็นจากสำนักข่าวรอยเตอร์แสดงให้เห็นว่าผู้เล่นในตลาดคาดว่า ดัชนี NIKKEI จะเพิ่มขึ้นไปที่ 18,000 ภายในสิ้นปี 2014 ตามผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนที่น่าจะปรับดีขึ้นตามค่าเงินเยนที่อ่อนแอลง ณ วันศุกร์ ส่วนค่าเงินเยนอ่อนค่าลงประมาณ 0.72% จากต้นสัปดาห์ โดยเงินเยนปิดที่ระดับ 102.11







