
เขตปลอดมอ’ไซค์
ขึ้นชื่อเรื่องปัญหารถติด แถมพ่วงฉายาเมืองหลวงแห่งมอเตอร์ไซค์ เวียดนามจึงยากจะหลีกเลี่ยงปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนที่นับวันก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
ขึ้นชื่อเรื่องปัญหารถติด แถมพ่วงฉายาเมืองหลวงแห่งมอเตอร์ไซค์ เวียดนามจึงยากจะหลีกเลี่ยงปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนที่นับวันก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
ทั้งๆ ที่ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลเวียดนามพยายามเอาจริงเอาจังกับความปลอดภัยบนท้องถนน แต่จำนวนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในแต่ละวันก็ยังคร่าชีวิตผู้คนเฉลี่ย 26 คน และบาดเจ็บ 81 คน
ข้อมูลจากคณะกรรมการความปลอดภัยด้านจราจรแห่งชาติ ระบุว่าในปีนี้จำนวนอุบัติเหตุบนท้องถนนคร่าชีวิตผู้คนในเวียดนามไปแล้ว7,812 คน และบาดเจ็บอีกกว่า 24,300 คน โดยตัวเลขผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในปีนี้เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 123 คน
ปัญหาความปลอดภัยด้าน “จราจร” ที่กลายเป็น “จลาจล” ทั้งรัฐบาลกลางและหน่วยงานระดับท้องถิ่นก็ไม่มีใครเอาอยู่ ทำให้รองนายกรัฐมนตรีเวียดนาม เหงียนซวนฟุก ผลักดันมาตรการห้ามขับขี่มอเตอร์ไซค์ในเขตเมืองใหญ่ คล้ายๆ กับที่พม่าแบนการขับขี่มอเตอร์ไซค์ในย่างกุ้ง
นอกจากนี้ เขายังเสนอให้เมืองใหญ่อย่างฮานอยและโฮจิมินห์ซิตีเร่งปรับปรุงระบบขนส่งมวลชน และจำกัดจำนวนยานพาหนะส่วนบุคคลไม่ให้ออกมาเติมบนท้องถนนมากเกินไป
เพราะตอนนี้จำนวนรถมอเตอร์ไซค์ในเวียดนามมีมากกว่า 37 ล้านคัน ขณะที่รถยนต์มีอยู่ราว 1.6 ล้านคัน จากจำนวนประชากรทั้งประเทศ 90 ล้านคน โดยประชากรวัยผู้ใหญ่ส่วนมากใช้มอเตอร์ไซค์เป็นยานพาหนะหลักในการเดินทาง
ในขณะนี้แนวคิด “เขตปลอดมอเตอร์ไซค์” ยังไม่คืบหน้ามากนัก เพราะมีทั้งคนขานรับและร้องยี้กับแนวคิดนี้
ฝ่ายหนุนมองว่า การยื้อเวลาให้เนิ่นนานออกไปยิ่งทำให้การพัฒนาล่าช้า เสียเวลาไปเปล่าๆ และส่งผลให้เกิดอันตรายมากขึ้น เพราะเหยื่ออุบัติเหตุก็มักเป็นผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ นอกจากนี้ การห้ามมอเตอร์ไซค์วิ่งยังช่วยลดมลภาวะทางอากาศ และทำให้สุขอนามัยของอาหารที่ขายข้างทางดีขึ้น
ส่วนฝ่ายต้านเห็นว่า ทางการยังไม่ได้เตรียมแผนพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถเมล์ รถไฟ ที่จำเป็นสำหรับประชาชน ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะพัฒนาระบบขนส่งมวลชนให้ดีก่อนที่จะออกคำสั่งแบนมอเตอร์ไซค์
อย่างน้อยๆ มอเตอร์ไซค์ก็เป็นพาหนะที่จำเป็นสำหรับคนเวียดนามจำนวนมาก แม้การเพิ่มขึ้นของจำนวนมอเตอร์ไซค์ที่มากเกินไปก็ส่งผลให้มีความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุมากขึ้น
ลองฮอยนาม ซีอีโอ บริษัท แอร์แม่โขง ประเมินว่า ชาวเวียดนามต้องจ่ายเงินในการซื้อมอเตอร์ไซค์มากถึงปีละ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมถึงค่าซ่อมและน้ำมัน ขณะที่จีดีพีของประเทศอยู่ที่ 1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้น หากเวียดนามเปลี่ยนจากการใช้มอเตอร์ไซค์มาเป็นระบบขนส่งมวลชนก็จะช่วยประหยัดเงินได้มาก แถมยังช่วยพัฒนาความปลอดภัยบนท้องถนนและเป็นมิตรกับโลก
เหงียนฟานทู อดีตผู้อำนวยการด้านการวางแผนและบริหารการจราจร บอกว่า มาตรการห้ามวิ่งมอเตอร์ไซค์ในเขตเมืองเป็นแนวทางจำกัดยานพาหนะส่วนบุคคล แต่ยังไม่น่าจะเกิดขึ้นในระยะสั้น เพราะเมืองใหญ่ในเวียดนามต้องปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านการจราจร เพื่อหลีกเลี่ยงความแออัด พร้อมกับต้องเร่งพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะก่อนที่จะประกาศใช้มาตรการดังกล่าว
บางคนมองว่า เวลาที่เป็นไปได้หากทางการจะประกาศใช้แนวทางนี้ คือ ปี 2563-2568 หลังจากที่เมืองใหญ่ๆ ในเวียดนามเริ่มปรับปรุงโครงสร้างด้านขนส่งมวลชน ไม่ใช่ตอนนี้ที่ยังขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานและระบบขนส่งมวลชนยังไม่เพียงพอรองรับความต้องการของประชากร







