posttoday
เผย 12 กลุ่มเอสเอ็มอีไทยศักยภาพสูงในเวทีโลก

เผย 12 กลุ่มเอสเอ็มอีไทยศักยภาพสูงในเวทีโลก

13 ธันวาคม 2556

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้จัดงานสัมมนาวิชาการในเรื่อง “โครงการศึกษาแนวทางการส่งเสริมกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีการเติบโตสูงของประเทศไทย (SME High Growth Sectors)” เพื่อชี้ภาพกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกต่อไป

“ชำนาญ งามมณีอุดม” อาจารย์วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวถึงผลการวิจัยในเรื่อง “โครงการศึกษาแนวทางการส่งเสริมกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีการเติบโตสูงของประเทศไทย” ว่า เอสเอ็มอีไทยที่มีการเติบโตหรือเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพแข่งขันในอนาคตมี 12 กลุ่มธุรกิจด้วยกัน ได้แก่

1.กลุ่มธุรกิจด้านพลังงาน 2.กลุ่มธุรกิจการก่อสร้าง 3.กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 4.ภาคการเกษตร 5.การบริการด้านสุขภาพ 6.การขนส่งและโลจิสติกส์ 7.กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว 8.การบริการด้านการศึกษา 9.กลุ่มธุรกิจยานยนต์และชิ้นส่วน 10.กลุ่มธุรกิจด้านไอทีและไอซีที 11.อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และ 12.กลุ่มธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

สำหรับ 12 กลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตนั้น จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มที่มีแนวทางช่วยเหลือแตกต่างกัน คือ 1.กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่ภาครัฐต้องวางโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต คือ กลุ่มธุรกิจด้านพลังงาน ภาคเกษตรกรรม การขนส่งและโลจิสติกส์ การบริการด้านการศึกษา กลุ่มธุรกิจไอที และไอซีที

2.กลุ่มธุรกิจที่ต้องพึ่งพิงกลุ่มธุรกิจใหญ่ในการแข่งขันในตลาดโลกและภูมิภาค ได้แก่ กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม กลุ่มบริการด้านสุขภาพ กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว กลุ่มธุรกิจยานยนต์ กลุ่มธุรกิจชิ้นส่วน และกลุ่มธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะการให้บริษัทใหญ่ที่ได้เข้าไปลงทุนในต่างประเทศควรสร้างเครือข่ายเพื่อสนับสนุนให้บริษัทเล็กหรือเอสเอ็มอีเป็นเครือข่ายการผลิตของบริษัทใหญ่

ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องวางนโยบายสนับสนุนและส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยใหม่ ทั้งการมุ่งส่งเสริมเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพเติบโต ให้ขยายขนาดธุรกิจให้ใหญ่มากขึ้น และมีธุรกิจที่แข็งแกร่ง รวมทั้งต้องปรับกฎหมายและปรับลดภาษีให้แก่เอสเอ็มอี เพราะปัจจุบันภาษีอยู่ในระดับสูง ถูกเก็บตั้งแต่ผู้ผลิตสินค้าต้นน้ำ ผู้ผลิตสินค้ากลางน้ำ และผู้ผลิตสินค้าปลายน้ำ ทำให้มีต้นทุนการผลิตสูง หากสามารถปรับลดภาษีต้นน้ำได้ จะทำให้ต้นทุนของเอสเอ็มอีลดลงได้

นอกจากนี้ ต้องส่งเสริมให้ภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่หันมาจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุน (Corporate Venture Capital) เพื่อร่วมลงทุนในบริษัทเอสเอ็มอีไทย เพราะในไทยมีบริษัทเพียงหนึ่งรายที่มีกองทุนดังกล่าว คือขนาดประมาณ 2 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น น้อยที่สุดประเทศหนึ่งในอาเซียน โดยหากมีบริษัทใหญ่เข้ามาร่วมลงทุนในเอสเอ็มอีจะช่วยเสริมศักยภาพธุรกิจให้เอสเอ็มอีเติบโตมากขึ้น เห็นได้จากจุดริ่มต้นของบริษัทใหญ่ระดับโลก (โกลบอล แบรนด์) มาจากบริษัทเล็ก เช่น แอปเปิล และไมโครซอฟท์ เป็นต้น

รวมทั้งประเทศไทยมีเงินสนับสนุนด้านการวิจัย การพัฒนานวัตกรรม และเงินทุนสนับสนุนเอสเอ็มอีขยายธุรกิจจากหน่วยงานต่างๆ ในประเทศประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น น้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศสหรัฐที่มีเงินทุนสนับสนุนเอสเอ็มอีทำธุรกิจสูงถึง 6.15 แสนล้านบาท หรือประเทศฟินแลนด์ที่มีขนาดธุรกิจใกล้เคียงกับไทย ก็มีกองทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาประมาณ 30,510 ล้านบาท

“รุ่งระวี วีระเวสส์” อาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีที่จะสามารถแข่งขันและเติบโตได้นั้นจำเป็นต้องมี 4 ด้านที่สำคัญ ได้แก่ 1.การสร้างแบรนด์ของตัวเอง (โออีเอ็ม) 2.การใช้นวัตกรรมเพื่อพัฒนาธุรกิจ (อินโนเวชั่น) 3.การทำธุรกิจไบโอ อีโคโนมี และ 4.การทำธุรกิจสีเขียว (กรีน อีโคโนมี) ซึ่งจะช่วยทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ส่วนกลุ่มธุรกิจที่มีการจ้างงานสูงและมีแนวโน้มเติบโตอย่างโดดเด่นตามเทรนด์ของตลาดโลกจะอยู่ในภาคบริการ มี 6 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1.ธุรกิจสนับสนุนด้านการบริการสุขภาพ 2.ธุรกิจบริการด้านเวชกรรมและเทคนิคการแพทย์ 3.คอมพิวเตอร์และคณิตศาสตร์ 4.การให้บริการและดูแลส่วนบุคคล 5.วิทยาศาสตร์กายภาพและสังคม และ 6.การบริการด้านรักษาความปลอดภัย

สำหรับงานวิจัยดังกล่าวจะช่วยตอบโจทย์ของภาคธุรกิจเอสเอ็มอีต่อไป ทำให้เห็นอนาคตของเอสเอ็มอีอย่างชัดเจน รวมทั้งทำให้มองเห็นเทรนด์ของตลาดโลก และทำให้การวางนโยบายส่งเสริมสามารถดำเนินการได้อย่างเหมาะสมต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท