
เอไลฟ์ ชี้ประกันสะสมทรัพย์มาแรง
เอไลฟ์ ชี้เทรนด์ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์มาแรง ให้ผลตอบแทนสูง สวนทิศทางดอกเบี้ยขาลง
เอไลฟ์ ชี้เทรนด์ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์มาแรง ให้ผลตอบแทนสูง สวนทิศทางดอกเบี้ยขาลง
นายเจตน์สุระ วงศ์วิเชียร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท แอ๊ดวานซ์ ไลฟ์ ประกันชีวิต เปิดเผยว่า จากแนวโน้มทิศทางดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาลง หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 2.50% ต่อปี เหลือ 2.25% ต่อปี เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ เนื่องจากมองว่านโยบายการเงินขณะนี้ ยังผ่อนคลายและเหมาะสม อีกทั้งเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้ และมีความเสี่ยงสูงขึ้น แม้สินเชื่อภาคครัวเรือนจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้ภาคสถาบันการเงินหลายแห่งอาจจะต้องทำการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยในส่วนของเงินฝาก และเงินกู้เพื่อให้สอดรับกับทิศทางนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน
ทั้งนี้ ในส่วนของธุรกิจประกันชีวิตเชื่อว่า จากนี้ไปผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์จะได้รับความสนใจสำหรับลูกค้าที่ต้องการผลตอบแทนสูงในช่วงทิศทางดอกเบี้ยขาลง เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงต่ำ ขณะที่กลุ่มลูกค้าเริ่มให้ความสำคัญเรื่องของการวางแผนการเงินเพื่ออนาคตมากขึ้น โดยเฉพาะการวางแผนการเงินผ่านรูปแบบของประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ เนื่องจากผลตอบแทนอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับเงินฝากทั่วไป อีกทั้ง ผลตอบแทนไม่ต้องเสียภาษี
สำหรับ การแข่งขันในช่วงที่เหลือของปีนั้น บริษัทยังคงเน้นการให้บริการผลิตภัณฑ์ในหลากหลายรูปแบบเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตเพื่อใช้ในการลดหย่อนภาษี รวมถึงผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ โดยในสิ้นปีนี้จะยังคงเห็นผลิตภัณฑ์ SAVE7 ที่ให้ผลตอบแทนคงที่ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ 4.5%
ทั้งนี้แม้ว่าอัตราผลตอบแทนดังกล่าวจะต่ำกว่าที่ให้ในช่วงโปรโมชั่นในวันงาน Set in the City 2013 แล้วแต่ถ้าเทียบกับผลิตภัณฑ์เงินฝากอื่นๆ นั้นถือว่าผลิตภัณฑ์ SAVE7 ยังให้ผลตอบแทนในอัตราที่สูง และผลตอบแทนดังกล่าว คิดคำนวณเหมือนเงินฝากธนาคาร และผลตอบแทนดังกล่าวก็ไม่ต้องเสียภาษีด้วย
“ผลิตภัณฑ์ SAVE7 ที่นำออกมาเสนอในช่วงที่เหลือของปีนี้ เชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นอย่างดี เนื่องจากผลตอบแทนในระดับ 4.5% ถือเป็นอัตราผลตอบแทนคงที่ที่สูง เมื่อเทียบกับทิศทางดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาลงหลังจากที่ กนง. ได้มีมติปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในการประชุมที่ผ่านมา ซึ่งจะเปิดขายให้ถึงแค่สิ้นปีนี้เท่านั้น” นายเจตน์สุระ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเป้าหมายการดำเนินธุรกิจของเอไลฟ์ที่ผ่านมาจนถึง ณ สิ้นเดือน ต.ค. บริษัทมียอดเบี้ยรับรวมในอัตราที่เติบโตกว่าปีที่ผ่านมาถึง 42% โดยในช่วงระยะเวลาเหลืออีก 2 เดือน (พ.ย.-ธ.ค.) บริษัทฯ คาดว่า จะสามารถปิดยอดขายโดยมียอดเบี้ยรับรวม เติบโตไม่น้อยกว่า 45% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งเติบโตกว่าอุตสาหกรรมประกันชีวิต ที่คาดว่าจะเติบโตทั้งระบบ 17% ซึ่งจะทำให้บริษัท เติบโตเฉลี่ยปีละ 45% ติดต่อกัน 3 ปี และเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างแน่นอน







