posttoday
กนง.สั่งเกาะติดค่าเงินบาทอ่อน เงินทุนไหลออก

กนง.สั่งเกาะติดค่าเงินบาทอ่อน เงินทุนไหลออก

12 ธันวาคม 2556

กนง.ห่วงความไม่สงบทางการเมืองเศรษฐกิจชะลอ กระทบค่าเงินบาท เงินทุนต่างชาติไหลออก

กนง.ห่วงความไม่สงบทางการเมืองเศรษฐกิจชะลอ กระทบค่าเงินบาท เงินทุนต่างชาติไหลออก

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยรายงานการประชุมเมื่อ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา ว่า สิ่งที่ต้องจับตามองหลังจากนี้ไปคือสกุลเงินในภูมิภาค และเงินบาทในภาพรวมที่จะอ่อนค่าลงต่อเนื่อง โดยค่าเงินบาทน่าจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายในประเทศ จากความไม่สงบทางการเมือง และตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด จนส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทยค่อนข้างมากในเดือน พ.ย.

ทั้งนี้ เมื่อผนวกเข้ากับการที่ตลาดมีการคาดการณ์ว่าสหรัฐน่าจะทยอยปรับลดมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (QE) เร็วขึ้น จะทำให้เงินทุนไหลออกมากขึ้น

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้กรรมการ กนง.บางคนเสนอให้ติดตามผลกระทบของการส่งออกและนำเข้าทองคำต่อการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและค่าเงินบาท ซึ่งเป็นผลให้นักลงทุนต่างประเทศบางส่วนอาจมีความกังวลต่อความเสี่ยงด้านเสถียรภาพต่างประเทศของไทย ซึ่งในความเป็นจริงหากหักการส่งออกและนำเข้าทองคำแล้วดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยยังคงเกินดุลอยู่

นอกจากนี้ ที่ประชุม กนง.ให้จับตาดู มาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีน ซึ่งเน้นบทบาทของกลไกตลาดและเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาวมากขึ้น โดยเห็นว่าการปล่อยให้เงินหยวนและอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดมากขึ้น การเปิดเสรีเงินทุนเคลื่อนย้ายทั้งขาเข้าและขาออกของจีน และปัญหาเชิงโครงสร้างด้านเศรษฐกิจของจีนและญี่ปุ่นที่อาจจะกระทบกับตลาดเงินตลาดทุนของไทย

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.เงินบาทปิดตลาดที่ 32.05/06 บาท/เหรียญสหรัฐ โดยนับจากเดือน พ.ย.ปัจจุบันค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาแล้ว 2.3% ขณะที่มีเงินทุนไหลออกแล้วกว่า 2 แสนลานบาทปัญหาเชิงโครงสร้างของจีนและญี่ปุ่น โดยปัญหาที่สำคัญของจีน คือการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยเฉพาะผ่านการเพิ่มมูลค่าของสินค้า การลดช่องว่างรายได้ระหว่างคนจนและคนรวย รวมทั้งปัญหาธนาคารเงา(Shadow Banking) ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างของญี่ปุ่น ทั้งรายจ่ายภาครัฐด้านสวัสดิการสังคม และระดับหนี้สาธารณะที่สูง รวมทั้งประสิทธิภาพการผลิตที่ลดลงโดย เฉพาะจากประสิทธิภาพของแรงงานอาจเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในระยะต่อไป

ทั้งนี้ กนง.ได้ปรับลดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)ปีนี้จาก 3.7% เหลือ 3% และปีหน้าปรับลดลงจาก 4.8% เหลือ 4% แต่กนง.เป็นห่วงเสถียรภาพการเงินลดลง เนื่องจกาสินเชื่อภาคเอกชนและสินเชิ่อครัวเรือนชะลอลง แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แม้สินเชื่อครัวเรือนรายย่อยจะเริ่มมีสัญญาณการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น แต่กนง.ก็เห็นพ้องกันว่าเศรษฐกิจไทยยังขาดแรงส่งที่ชัดเจน ดังนั้น นโยบายการเงินจึงสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมเพื่อลดความเสี่ยงและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ภายใต้แรงกดดันด้านราคาที่ยังอยู่ในระดับต่ำ จึงมีมติ 6 ต่อ 1 เสียงให้ลดดอกเบี้ย 0.25% จาก 2.50% เหลือ 2.25%

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท