
สแกนกระทรวงเศรษฐกิจยุบสภา-โครงการสะดุด
ทีมเศรษฐกิจภาครัฐ
ทีมเศรษฐกิจภาครัฐ
การประกาศยุบสภาของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้รัฐบาลชุดนี้กลายเป็นรัฐบาลรักษาการไปทันที และยังส่งผลให้โครงการต่างๆ ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการหยุดชะงัก และรอให้รัฐบาลใหม่ตัดสินใจว่าจะสานต่อหรือยกเลิกเปลี่ยนแปลง
กระทรวงคมนาคมเป็นกระทรวงแรกที่ถูกจับตามอง เพราะมีแต่อภิมหาโปรเจกต์ เริ่มตั้งแต่โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตาม พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่ยังต้องลุ้นอยู่ เพราะแม้ร่างกฎหมายจะยังไม่ตกไปตามการยุบสภา แต่ก็ต้องรอการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อนว่าร่างกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และหากคำวินิจฉัยออกมาว่าไม่ขัด รัฐบาลใหม่ก็สามารถทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยให้กฎหมายมีผลบังคับใช้
อย่างไรก็ตาม ยังมีโครงการอื่นๆ ในกระทรวงคมนาคมที่ค้างอยู่ เช่น การจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 3,183 คัน วงเงิน 4,800 ล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว หมอชิตสะพานใหม่คูคต โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู แครายมีนบุรี ที่อยู่ระหว่างจัดทำเอกสารประกวดราคา และคาดว่าจะประกวดราคาต้นปีหน้า
ที่น่าสนใจ คือ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ที่จะนำที่ดินบริเวณสถานีมักกะสันและสถานีแม่น้ำ มูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านบาท ให้กรมธนารักษ์เปิดให้เอกชนเช่าพื้นที่เพื่อล้างหนี้ ก็เป็นอันต้องพับแผนไปก่อน รวมทั้งโครงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 ที่อยู่ระหว่างออกแบบ
ในขณะที่กระทรวงพาณิชย์ โครงการสำคัญที่ยังต้องติดตามคงไม่พ้นโครงการรับจำนำข้าวเปลือกฤดูกาล 2556/2557 ที่เริ่มเปิดดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกรอบแรก (นาปี) ไปเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2556 ที่ผ่านมา และยังคงดำเนินการต่อไป เนื่องจากโครงการดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว จึงไม่มีปัญหาในทางปฏิบัติ ซึ่งการรับจำนำรอบแรกกำหนดให้เกษตรกรนำข้าวเปลือกมาเข้าโครงการรับจำนำได้ไม่เกิน 3.5 แสนบาทต่อครัวเรือน และจะสิ้นสุดโครงการในสิ้นเดือน ก.พ. 2557
สิ่งที่ต้องจับตามอง คือ การดำเนินโครงการรับจำนำในรอบ 2 (นาปรัง) ซึ่งจะเริ่มรับจำนำต่อเนื่องในวันที่ 1 มี.ค. 2557 จะมีการดำเนินโครงการต่อหรือไม่ เพราะต้องรอ ครม.ชุดใหม่มีมติให้ดำเนินโครงการรับจำนำรอบ 2 ก่อน
ส่วนอีกโครงการที่ยังคั่งค้างและอยู่ระหว่างการเจรจา คือ การเจรจาเปิดเขตการค้าเสรีไทยและสหภาพยุโรป (เอฟทีเอไทยอียู) ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเจรจามาแล้ว 2 รอบ และการเจรจาในรอบ 3 ที่กำหนดหารือรายละเอียดเอฟทีเอไทยอียู ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ในระหว่างวันที่ 913 ธ.ค. และทางคณะเจรจาฯ ยังคงเดินหน้าการเจรจาตามกรอบที่กำหนดไว้ แต่ไม่มีการตัดสินใจในระดับนโยบาย เพราะขั้นตอนสุดท้ายต้องรอรัฐบาลชุดใหม่เป็นผู้ตัดสินใจ
กระทรวงพลังงาน ก็ใช่ว่าจะไม่มีโครงการใหญ่ เพราะมีนโยบายสำคัญที่รอการอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คือ การเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ครั้งที่ 21 ทั้งหมด 27 แปลง แบ่งเป็นบนบกที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 22 แปลง และในอ่าวไทยอีก 5 แปลง
โครงการนี้ต้องเลื่อนมาตั้งแต่กลางปี 2555 เพราะถูกต่อต้านจากเอ็นจีโอที่ห่วงผลกระทบสิ่งแวดล้อม ขณะที่ รสนา โตสิตระกูล สว.กรุงเทพมหานคร ต้องการให้กระทรวงพลังงานแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 เพื่อเปลี่ยนแปลงการแบ่งปันผลประโยชน์ก่อนเปิดสัมปทาน เพื่อให้ประเทศและคนไทยได้ผลประโยชน์มากกว่าผู้รับสัมปทาน
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการปรับขึ้นราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ครัวเรือนเดือนละ 50 สตางค์/กก. ที่ขึ้นไปได้แล้วรวม กก.ละ 2 บาท จากทั้งหมด 6 บาท/กก. รวมถึงการปรับราคาแอลพีจีภาคขนส่งและราคาก๊าซเอ็นจีวี ที่หากมีการสานต่อตามแผนก็จะลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการนำเงินไปชดเชยราคานำเข้าได้มากมหาศาล
ด้านโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) ประเภทบ้านที่อยู่อาศัยและอาคารโรงงาน ปัจจุบันได้ประกาศผู้ที่ผ่านการคัดเลือกไปแล้ว รอการลงนามกำหนดวันเวลาจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ เป็นนโยบายที่ไม่ได้รับผลกระทบ เพราะแค่ดำเนินงานตามกระบวนการที่กำหนดไว้เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องขอพิจารณาอนุมัติเพิ่มเติม
ด้านกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ก็มีโครงการสำคัญอยู่ที่บริษัท ทีโอที ที่รอ ครม.อนุมัติ วงเงินสูงถึง 7 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย โครงการอินเทอร์เน็ตผ่านสายไฟเบอร์(เอฟทีทีเอกซ์) มูลค่า 32,550 ล้านบาท โครงการ 3จี เฟส 2 มูลค่า 3 หมื่นล้านบาท และโครงการเคเบิลใยแก้วใต้น้ำ 5,979 ล้านบาท
โครงการเอฟทีทีเอกซ์ เป็นการขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตรองรับ 2 ล้านเลขหมาย เพื่อรองรับการใช้งานทั้งเสียง ข้อมูล และอินเทอร์เน็ต ตามการเติบโตของ 3จี และ 4จี ส่วนเคเบิลใยแก้วใต้น้ำ วางแผนจะลงทุนที่ จ.สตูล และสงขลา เพื่อขยายจุดเชื่อมต่อออกไปเชื่อมกับสถานีเคเบิลใต้น้ำของนานาชาติที่มีอยู่ คือ ระบบเคเบิลใต้น้ำอาเซียนอินโดนีเซียสิงคโปร์ ระบบเคเบิลใต้น้ำอาเซียนฟิลิปปินส์สิงคโปร์ ระบบเคเบิลใต้น้ำอาเซียนมาเลเซียสิงคโปร์ไทย และระบบเคเบิลใต้น้ำเอเชียอาคเนย์ตะวันออกกลางยุโรปตะวันตก
กระทรวงอุตสาหกรรม ก็มีโครงการใหญ่ไม่น้อยที่สะดุดไปจากการยุบสภา เช่น การประกาศเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่เดิมจะประกาศใช้ต้นปี 2557 รวมถึงการส่งเสริมอีโคคาร์ ระยะที่ 2 ที่เกณฑ์การส่งเสริมผ่าน ครม.แล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ค่ายต่างๆ ยื่นเสนอโครงการเข้ามา มีการประมาณการว่าความล่าช้าของเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่และอีโคคาร์เฟส 2 ส่งผลให้เงินลงทุนปี 2557 เสียหายไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีโครงการขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมใหม่ 18 แห่ง การแก้ไขข้อกำหนดว่าด้วยการตั้งโรงงานน้ำตาลทราย การปลูกอ้อยทดแทนข้าว พื้นที่รวม 10 ล้านไร่
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีงานสำคัญที่รออยู่ คือ การเตรียมความพร้อมภาคเกษตรเพื่อเข้าสู่การรวมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่มีการวางยุทธศาสตร์ไว้ 8 ยุทธศาสตร์ คือ 1.การบริหารจัดการเขตเศรษฐกิจสำหรับสินค้าเกษตรที่สำคัญ 2.การพัฒนาเกษตรกรสู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ (เกษตรกรปราดเปรื่อง) เพื่อให้เกษตรกรมีองค์ความรู้เพื่อวางแผนการทำการเกษตร 3.การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่การผลิต เกี่ยวข้องกับโครงการอาหารปลอดภัย (Food Safety) การรับรองมาตรฐานสินค้า 4.การพัฒนาศูนย์เมล็ดพันธุ์พืชเพื่อเป็นศูนย์กลางของอาเซียน 5.การพัฒนาเมืองเกษตรสีเขียว ส่งเสริมการทำการเกษตรเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 6.การจัดการดินและน้ำ โดยการขยายพื้นที่ชลประทานให้เพิ่มขึ้น 7.การเพิ่มศักยภาพด่านสินค้าเกษตรชายแดนเพื่อรองรับเออีซีที่มีความสำคัญ เนื่องจากไทยมีด่านชายแดนติดกับประเทศต่างๆ จำนวนมาก 8.การพัฒนาศูนย์เครื่องจักรกลทางการเกษตร ให้เป็นศูนย์กลางของอาเซียน เพราะแรงงานภาคเกษตรอายุมากขึ้น
ปิดท้ายด้วย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีนโยบายที่ต้องผลักดันให้การท่องเที่ยวของไทยบรรลุเป้าหมายรายได้ 2.2 ล้านล้านบาท ภายในปี 2558 เพราะแม้ว่าไทยจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม แต่ยังมีปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ที่ฉาวโฉ่ไปทั่วโลกในระยะ 12 ปีที่ผ่านมา ทั้งที่พัทยา ภูเก็ต จนคณะทูตจากอียูตระเวนประจานไปทีละจังหวัด สามารถส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวระยะยาวของไทยได้
นอกจากนี้ ยังมีโครงการอะเมซิ่ง ไทยแลนด์ แกรนด์ เซลล์ ที่เตรียมจัดขึ้น เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ วันที่ 16 ธ.ค. 255615 ก.พ. 2557 ที่อาจไม่คึกคัก เพราะอยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการที่ไม่สามารถออกมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวได้แล้ว







