
ปลุกพลังSMEมุ่งใช้เทคโนโลยีสร้างธุรกิจ
ธุรกิจเอสเอ็มอีไทยปัจจุบันยังประสบปัญหาการเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยี ที่นำมาใช้เพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าและธุรกิจในระดับที่น้อยอยู่
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
เสาหลักของเศรษฐกิจประเทศไทย คือ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอีไทย) ที่มีจำนวนเกือบ 3 ล้านรายทั่วประเทศ ปัจจุบันยังประสบปัญหาการเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยี ที่นำมาใช้เพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าและธุรกิจในระดับที่น้อยอยู่ ทำให้หน่วยงานที่ผลักดันการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม คือ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เดินหน้าแผนปี 2557 (ตามปีงบประมาณ ต.ค. 2556-ก.ย. 2557) จะมุ่งผลักดันให้ธุรกิจไทย มีสายเลือดนวัตกรรมเต็มตัว
“ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล” รองผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า แผนงานในปี 2557 ของ สวทช. จะเดินหน้า |4 โครงการหลัก เพื่อพัฒนาธุรกิจและภาคเอสเอ็มอีไทย ก้าวไกลด้วยเทคโนโลยี ได้แก่ 1.การมีศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ 2.โครงการสนับสนุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ 3.การให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีแก่เอสเอ็มอี และ 4.การมีอุทยานวิทยาศาสตร์ให้เอสเอ็มอีเข้าไปจัดตั้งบริษัท หรือจัดตั้งศูนย์ทำวิจัยพัฒนาธุรกิจด้วยเทคโนโลยีอย่างเต็มที่
สำหรับศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ สวทช.จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษา ฝึกอบรมผู้ประกอบการธุรกิจรุ่นใหม่ หรือคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการสร้างธุรกิจใหม่โดยใช้การวิจัยและการพัฒนาธุรกิจรูปแบบใหม่ เข้ามาร่วมศูนย์บ่มเพาะธุรกิจได้ทันที โดยแต่ละปีจะมีคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมโครงการมากกว่า 100 ราย และแนวโน้มคนรุ่นใหม่จะสนใจเข้ามาร่วมโครงการเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งสามารถเข้ามาขอปรึกษาได้ที่ สวทช.
พร้อมกันนี้มีโครงการ “เถ้าแก่น้อย” ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาและคนรุ่นใหม่ ที่มีแผนพัฒนาธุรกิจใหม่และนวัตกรรมโดดเด่น สามารถเข้ามาร่วมสร้างธุรกิจใหม่ หลังจากนั้นสามารถนำโครงการไปร่วมทุนหรือขายไอเดียให้แก่บริษัทขนาดใหญ่ได้ โดยในปี 2556 นี้จัดประกวดเป็นที่ 2 มีผู้ชนะเป็น “Super Quadrotor” หรืออากาศยานไร้คนขับ ที่เป็นนวัตกรรมชุดระบบขากล้องที่ลดการสั่นไหว มีความสะดวกแก่ผู้ใช้งานถ่ายภาพนิ่ง หรือภาพวิดีโอทางอากาศ จึงไม่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
สำหรับโครงการสนับสนุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ ให้แก่เอสเอ็มอีที่มีสินค้ารูปแบบใหม่ โดยสนับสนุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ ประมาณ 3% ต่อปี และให้กู้ในวงเงินต่อรายสูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท เพื่อร่วมพัฒนาผู้ประกอบการให้มีเงินทุนขยายธุรกิจเพิ่มขึ้น ซึ่งวงเงินสนับสนุนโครงการนี้ รวมอยู่ที่ 200 ล้านบาทต่อปี คาดว่าจะมีเอสเอ็มอีเข้ามาร่วมโครงการกว่า 70 ราย
โครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย หรือไอแทป ที่จะเข้าไปให้คำแนะนำและสนับสนุนทำธุรกิจ ในสัดส่วนประมาณ 50% ของเงินลงทุนทำธุรกิจ สูงสุดไม่เกิน 4 แสนบาทต่อราย โดยหลักเกณฑ์การให้คำแนะนำนั้น จะต้องเป็นธุรกิจที่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้แล้ว หลังจากนั้นจึงยื่นรายละเอียดมาขอการสนับสนุน ซึ่งในปีนี้มีผู้เชี่ยวชาญจากประเทศเนเธอร์แลนด์ มาร่วมให้คำแนะนำแก่ภาคธุรกิจเอสเอ็มอี
สุดท้าย อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตรังสิต ถือเป็นนิคมวิจัยแห่งแรกของประเทศเพื่อเปิดโอกาสให้เอสเอ็มอี|เข้ามาจัดตั้งบริษัทภายในศูนย์ดังกล่าว มีนักวิจัยพร้อมให้คำแนะนำการพัฒนาธุรกิจด้วยเทคโนโลยีอย่าง|ครบวงจร พร้อมเก็บอัตราค่าเช่าในระดับต่ำกว่าปกติ แต่ในปัจจุบันยังมีผู้เช่าไม่เต็มพื้นที่
ทั้งนี้ เมื่อเข้ามาเช่าพื้นที่แล้วจะมีสิทธิพิเศษและให้ประโยชน์ด้านต่างๆ แก่เอสเอ็มอี ทั้งจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำวิจัยและพัฒนา ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เป็นเวลา 5 ปี ขณะที่กรมสรรพากรจะให้สิทธิพิเศษทั้งหักค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรที่ใช้ในการทำวิจัยและพัฒนา และยกเว้นภาษีนิติบุคคลเพื่องานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีได้ถึง 200%
นอกจากนี้ สวทช.ยังมีโครงการร่วมส่งเสริมการจับคู่ธุรกิจให้แก่เอสเอ็มอีในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้งทำหน้าที่รับรองโครงการวิจัยที่เอสเอ็มอียื่นขอรับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นจำนวน 100% ของรายจ่าย ที่ได้จ่ายไปเป็นค่าจ้างเพื่อทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี รวมแล้วสามารถหักค่าใช้จ่ายสำหรับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีได้เป็นสองเท่าของค่าใช้จ่ายจริง
“ณรงค์” กล่าวทิ้งท้ายว่า นโยบายของ สวทช.ต้องการผลักดันและส่งเสริมให้เอสเอ็มอีไทยมีความแข็งแกร่งและพัฒนาธุรกิจด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมมากที่สุด รวมทั้งมุ่งหวังสร้างเถ้าแก่รุ่นใหม่ สู่ประเทศไทยมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เป็นเถ้าแก่เอสเอ็มอีที่มีคุณภาพอย่างสมบูรณ์แบบ







