
ระเบียงเศรษฐกิจ "จีน-ญี่ปุ่น" เดิมพันคนละขั้ว
หนึ่งในจิ๊กซอว์ที่มีความสำคัญมากสำหรับการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน คือระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS Economic Corridors) ที่จะเชื่อมโยงพื้นที่ของประเทศสมาชิกทั้ง 6 ได้แก่ จีนตอนใต้ ลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า และไทย
หนึ่งในจิ๊กซอว์ที่มีความสำคัญมากสำหรับการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน คือระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS Economic Corridors) ที่จะเชื่อมโยงพื้นที่ของประเทศสมาชิกทั้ง 6 ได้แก่ จีนตอนใต้ ลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า และไทย
ระเบียงเศรษฐกิจดังกล่าวแบ่งการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมเป็น 3 แนว คือ 1.ระเบียงเศรษฐกิจเหนือใต้ (NSEC) เชื่อมจีน ลาว เวียดนาม ไทย ซึ่งต่อยอดลงไปยังมาเลเซียและสิงคโปร์ได้ 2.ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออกตะวันตก (EWEC) จากพม่า ไทย ลาว เวียดนาม เป็นการเชื่อมระหว่างสองมหาสมุทร ได้แก่ มหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย และ 3.ระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ (SEC) เชื่อมโยงไทย กัมพูชา และเวียดนาม
แนวคิดระเบียงเศรษฐกิจจีเอ็มเอสเกิดขึ้นในปี 2541 โดยญี่ปุ่นเป็นผู้ผลักดัน ผ่านการสนับสนุนจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ที่ให้เงินช่วยเหลือเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกัน
เรื่องนี้เป็นประเด็นหนึ่งในงานสัมมนา “อีสาน ลาว ขแมร์ศึกษา ในกรอบประชาคมอาเซียน” ที่จัดโดยมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มูลนิธิโตโยต้า ประเทศไทย และบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย
วีรพัฒน์ เศรษฐ์สมบูรณ์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มองว่า ทั้งจีนและญี่ปุ่นถือเป็นสองชาติที่เป็นผู้เล่นรายใหญ่ในอนุภูมิภาคนี้ และมีความสนใจระเบียงเศรษฐกิจคนละแนว โดยจีนสนใจแนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือใต้ ขณะที่ญี่ปุ่นโฟกัสแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออกตะวันตก
ญี่ปุ่นสนใจแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออกตะวันตกอย่างชัดเจน เพราะต้องการเชื่อมสองฝั่งมหาสมุทร ระหว่างมหาสมุทรอินเดียทางตะวันตกและมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันออก เพื่อเป็นทางเลือกในการขนส่งสินค้าทดแทนช่องแคบมะละกา ซึ่งทั้งอ้อมไกลและมีความเสี่ยงมากหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน
รัฐบาลญี่ปุ่นจึงสนับสนุนการพัฒนาเส้นทางคมนาคมตามแนวระเบียงตะวันออกตะวันตกอย่างเต็มที่ อาทิ การให้เงินกู้กับไทยและลาวเพื่อก่อสร้างสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 (มุกดาหาร) รวมถึงปล่อยกู้แก่เวียดนามเพื่อก่อสร้างอุโมงค์เชื่อมเว้และดานังและพัฒนาท่าเรือดานัง
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังผลักดันนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือติละวาในพม่า เพื่อให้เชื่อมโยงการคมนาคมตามแนวระเบียงเศรษฐกิจดังกล่าว แต่ไม่ได้สนใจท่าเรือทวาย เพราะอยู่ไกลจากเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจอย่างย่างกุ้ง 615 กม. รวมถึงยังขาดความพร้อมเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งการที่ไทยผลักดันโครงการทวายมีแนวโน้มประสบความสำเร็จได้ยาก เพราะเป็นความต้องการเฉพาะของไทยและพม่า แต่ไม่ได้มองเชิงยุทธศาสตร์ในมุมของญี่ปุ่นและจีน เหลือเพียงเกาหลีใต้ที่อาจต้องการคานอำนาจของมหาอำนาจเอเชียทั้งสอง
แม้ญี่ปุ่นจะประสบความสำเร็จในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออกตะวันตก แต่ในแง่การขนส่งสินค้ายังไม่คล่องตัวเท่าที่ควร และการข้ามแดนทำให้มีต้นทุนสูง ทว่าญี่ปุ่นมองเส้นทางนี้ในแง่ทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์หากเกิดปัญหากับช่องแคบมะละกา
นี่หมายความว่า แนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออกตะวันตก ทำให้ภาคอีสานมีความสำคัญมากขึ้นในฐานะฐานการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ให้กับญี่ปุ่นที่สามารถเชื่อมโยงตามแนวเส้นทางนี้ได้สะดวก อีกทั้งยังเป็นเส้นทางขนส่งทางบกที่สำคัญของภาคอีสานเชื่อมกับลาว เวียดนาม และต่อไปยังจีนได้ ที่ประกอบด้วยเส้นทางสาย R8 R9 และ R12 โดยสาย R9 ยังคงมีปริมาณการขนส่งสินค้าร่วมกันมากที่สุด เพราะสาย R9 ได้อานิสงส์จากข้อตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (CBTA)
ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นตระหนักว่าจีนต้องการขยับลงมาทางใต้ เพราะมณฑลทางตะวันตกไม่มีทางออกทะเล จีนจึงต้องการเชื่อมลงใต้ผ่านเมืองคุนหมิงในมณฑลยูนนานและนครหนานหนิงในมณฑลกวางสี ซึ่งจีนได้ประโยชน์อยู่แล้ว เพราะไทยอยากซื้อขายสินค้ากับจีน โดยไทยตอบโจทย์ด้วยการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 3 (นครพนม) ทำให้ปัจจุบันสินค้าจากจีนผ่านมาทางภาคอีสานก่อนเข้าสู่กรุงเทพฯ สวนทางกับในอดีตที่สินค้าเข้ามาที่ท่าเรือคลองเตยก่อนกระจายออกไปภาคอื่นๆ
ด้านจีนกำลังดำเนินการเชิงยุทธศาสตร์ แม้จะมีความได้เปรียบอยู่จากความต้องการซื้อขายสินค้าระหว่างกัน สะท้อนผ่านการที่จีนตั้งสถานกงสุลที่ จ.ขอนแก่น รวมถึงผลักดันการขยับลงใต้ผ่านทางถนนและทางรางควบคู่กันไป แต่ทางรางยังไม่สามารถตกลงกับลาวได้ในขณะนี้ และเริ่มเจรจากับไทยไว้ก่อนเพื่อให้ใช้เทคโนโลยีระบบรางของจีน
นอกจากไทยที่แนวระเบียงเศรษฐกิจพาดผ่าน เวียดนามก็เป็นอีกประเทศที่จะเก็บเกี่ยวดอกผลจากแนวคิดนี้ เจื่อง วัน แก่น อาจารย์ประจำภาควิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยดานัง กล่าวว่า ระเบียงเศรษฐกิจเป็นเรื่องใหม่ของเวียดนาม แต่มีส่วนช่วยเปลี่ยนชุมชนตามแนวระเบียงให้พัฒนา และนักเศรษฐศาสตร์ของเวียดนามให้ความสำคัญกับแนวระเบียงตะวันออกตะวันตกมาก เพราะจะผลักดันเศรษฐกิจของเวียดนามตอนกลาง ที่มีดานังเป็นศูนย์กลาง และเชื่อมสองฝั่งมหาสมุทรให้แคบลง
ระเบียงเศรษฐกิจจะช่วยให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจ การผลิต กระจายรายได้สู่ชุมชนที่เส้นทางลากผ่าน โดยส่วนใหญ่เป็นชุมชนขนาดเล็กและอยู่ไม่ไกลกันมาก ทำให้เกิดการค้าขายระหว่างกัน
นอกจากไทยที่แนวระเบียงเศรษฐกิจพาดผ่าน เวียดนามเป็นอีกประเทศที่จะเก็บเกี่ยวดอกผลจากแนวคิดนี้ เจื่อง วัน แก่น อาจารย์ประจำภาควิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยดานัง กล่าวว่า ระเบียงเศรษฐกิจเป็นเรื่องใหม่ของเวียดนาม แต่มีส่วนช่วยเปลี่ยนชุมชนตามแนวระเบียงให้พัฒนามากขึ้น และนักเศรษฐศาสตร์ของเวียดนามให้ความสำคัญกับแนวระเบียงตะวันออกตะวันตกมาก เพราะจะผลักดันเศรษฐกิจของเวียดนามตอนกลาง ที่มีดานังเป็นศูนย์กลางและเชื่อมสองฝั่งมหาสมุทรให้แคบลง ทั้งนี้ ระเบียงเศรษฐกิจจะช่วยให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชนที่เส้นทางลากผ่านด้วย







