
Yield Curve แกว่งแคบๆ ต่างชาติเริ่มกลับมาซื้อ
ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (26 ธ.ค.) มีมูลค่ารวม 293,375 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 73,344 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 17%
ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (26 ธ.ค.) มีมูลค่ารวม 293,375 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 73,344 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 17%
ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 66% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 194,443 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 56,119 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 3,762 ล้านบาท หรือคิดเป็น 19% และ 1% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB176A (อายุ 3.5 ปี) LB236A (อายุ 9.5 ปี) และ LB196A (อายุ 5.5 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 12,606 ล้านบาท 10,968 ล้านบาท และ 7,670 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย คือ รุ่น CB14306B (อายุ 90 วัน) CB14605A (อายุ 181 วัน) และ CB13D24A (อายุ 13 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 25,483 ล้านบาท 17,141 ล้านบาท และ 15,944 ล้านบาท ตามลำดับ
ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท บ้านปู รุ่น BANPU184A (AA) มูลค่าการซื้อขาย 616 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท ทางด่วนกรุงเทพ รุ่น BECL183A (A) มูลค่าการซื้อขาย 535 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ รุ่น BH18DA (A) มูลค่าการซื้อขาย 518 ล้านบาท
เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ หรือปรับตัวเพิ่มขึ้น/ลดลงในช่วงประมาณ 2 ถึง +3 Basis Point (100 Basis Point มีค่าเท่ากับ 1%) โดยนักลงทุนต่างชาติได้กลับมาซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้ไทยอีกครั้ง หลังจากขายสุทธิมาอย่างต่อเนื่องในช่วงเดือน พ.ย. สำหรับประเด็นที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ และส่งผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้ไทยในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้แก่ ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยล่าสุดจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานลดลงค่อนข้างมาก ประกอบกับตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ปี 2556 ของสหรัฐ ขยายตัวถึง 3.6% ซึ่งดีกว่าที่คาดไว้ และสูงกว่าไตรมาส 2/56 ที่ขยายตัวเพียง 2.5% ส่งผลให้นักลงทุนกลับมาคาดการณ์อีกครั้งว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจจะเริ่มลดขนาดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (QE) ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (FOMC) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 1718 ธ.ค.นี้ ทำให้มีแรงขายของนักลงทุนต่างชาติในตราสารหนี้ระยะสั้น แต่ยังมีแรงซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว โดยเฉพาะรุ่นอายุ 10 ปี ที่บ่งชี้ถึงความมั่นใจในการลงทุนระยะยาวในประเทศไทยของนักลงทุนต่างชาติ และด้วยแรงซื้อสลับกับแรงขายนี้เอง อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรจึงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ ตลอดทั้งสัปดาห์
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงต่อไปอย่างใกล้ชิด
ในสัปดาห์นี้ นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิ ในตราสารหนี้ทุกประเภท (ทั้งระยะสั้น และระยะยาว) รวมกัน 3,021 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 3,296 ล้านบาท และขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุคงเหลือน้อยกว่า 1 ปี) 275 ล้านบาท ทางด้านนักลงทุนรายย่อยมียอดซื้อสุทธิ 29 ล้านบาท







