
รับเหมาปรับกลยุทธ์
เนาวรัตน์มุ่งงานเอกชนรัฐวิสาหกิจสถิติเลือกตั้งใหม่หนุนดัชนีเด้งดึ๋ง
เนาวรัตน์มุ่งงานเอกชนรัฐวิสาหกิจสถิติเลือกตั้งใหม่หนุนดัชนีเด้งดึ๋ง
หุ้นรับเหมาฯ ช้ำหนัก ผวาไร้งานภาครัฐหลังยุบสภา ผู้ประกอบการดิ้นปรับกลยุทธ์
นักลงทุนถล่มทิ้งหุ้นรับเหมาก่อสร้าง ราคารูดลงหลุมลึก เพราะเกรงว่าการยุบสภาทำให้รัฐบาลไม่สามารถเปิดประมูลงานราชการออกมาได้ โดยเฉพาะงานในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 2 ล้านล้านบาท
นายปสันน สวัสดิ์บุรี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส แผนกธุรกิจใหม่และวางแผนกลยุทธ์ บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ (NWR) เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับกลยุทธ์หันมามุ่งเน้นงานเอกชนและรัฐวิสาหกิจมากขึ้น ซึ่งงานเหล่านี้จะมีการประมูลในช่วงนี้ประมาณ 7,600 ล้านบาท บริษัทจะติดตามและให้ความสำคัญงานเหล่านี้อย่างใกล้ชิด ในระหว่างที่รองานราชการคาดว่าน่าจะทราบผลการประมูลช่วงต้นปี 2557 ซึ่งน่าจะช่วยงานในมือให้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท
สำหรับผลประกอบการในปีนี้จะเห็นว่ารายได้อาจโตไม่มากรวมถึงผลกำไรด้วย เพราะไม่มีกำไรพิเศษจากพม่ามาช่วยเหมือนปี 2555 และไม่มีงานก่อสร้างขนาดใหญ่ต่างจากภาพเดิมที่คาดว่างานประมูลจะมีมากไม่ต้องแย่งกัน แต่ปรากฏว่างานออกน้อยมาก ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นหรือมาร์จินไม่ได้สูง แม้ว่าบริษัทจะมีผลกำไร แต่อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปี 2555
“ปี 2557 คาดว่ารายได้คงจะยังไม่เห็นภาพการเติบโตแบบก้าวกระโดดแค่พอเลี้ยงตัวเองไปก่อน และน่าจะโตจากปีนี้ไม่มาก 510% เท่านั้น เพราะงานภาครัฐซึ่งเป็นงานหลักจะเริ่มเห็นชัดเจนน่าจะครึ่งหลังของปี 2557” นายปสันน กล่าว
นายไชยณรงค์ จันทร์พลังศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยโพลีคอนส์ (TPOLY) กล่าวว่า ในปีนี้รายได้น่าจะอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท คาดว่าปี 2557 น่าจะเห็นระดับ 3,600 ล้านบาท โดยคาดว่ามาร์จินน่าจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 13-15% จากปีที่ผ่านมา เฉลี่ยอยู่ที่ 78% เนื่องจากจะเลือกรับงานที่มีส่วนต่างกำไรสูงไม่เน้นงานขนาดเล็ก โดยสิ้นปีนี้จะมีมูลค่างานในมือ 4,200 ล้านบาท
นอกจากนั้น บริษัทจะมีรายได้จากโรงไฟฟ้าช้างแรกจะเป็นปีแรกที่รับรู้รายได้จากการขายไฟเต็มปี ช่วยผลักดันรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทด้วย
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส กล่าวว่า ราคาหุ้นของกลุ่มวัสดุก่อสร้างและกลุ่มรับเหมาปรับตัวลง จากกรณี พ.ร.บ.เงินกู้เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ได้เลื่อนออกไป แต่แนวโน้มการเติบโตของกำไรกลับดีขึ้น โดยที่ไม่ต้องพึ่งงบ 2 ล้านล้านบาท เพราะปัจจุบันทั้งกลุ่มรับเหมามีงานอยู่ในมือ (แบ็กล็อก) 5.2 แสนล้านบาท ซึ่งเมื่อราคาหุ้นปรับลงมากแต่การทำกำไรยังดีอยู่ จึงน่าจะเริ่มทยอยสะสมได้
สำหรับกรณีนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา หลังจากนี้จะเกิดสุญญากาศของการบริหารประเทศประมาณ 3 เดือน
ปัจจุบันราคาหุ้นรับข่าวการเมืองไปมากแล้ว และต่างชาติขายออกไปมากแล้วถึง 1.7 แสนล้านบาท คาดว่าระหว่างนี้จะเห็นดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบ 1,340-1,380 จุด จากสถิติในอดีตดัชนีหุ้นมักจะดีดขึ้นอีกครั้ง 23 สัปดาห์ ก่อนถึงวันเลือกตั้ง
อย่างไรก็ดี หากดัชนีปรับลงต่ำกว่า 1,340 จุด สำหรับนักลงทุนระยะกลางระยะยาว ถือเป็นจังหวะเข้าสะสมหุ้นจากปัจจุบันแนะนำถือหุ้นเพียง 30-40% เลือกกลุ่มสื่อสาร กลุ่มอาหาร กลุ่มมีเดีย
ด้านนักวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาดว่า การยุบสภาน่าจะเป็นบวกกับตลาดหุ้น และจากสถิติการเลือกตั้งใน 8 ครั้งที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2535-2554 พบว่า ดัชนีหุ้นบวกเฉลี่ยตั้งแต่ 24.5% ก่อนเลือกตั้ง กลุ่มที่มีโอกาสปรับตัวขึ้นมากกว่าตลาด ได้แก่ กลุ่มบันเทิง แบงก์ ค้าปลีก อาหาร สื่อสาร กลุ่มที่ปรับตัวลงมากกว่าตลาดคือ กลุ่มปิโตรเคมีและวัสดุก่อสร้าง
สำหรับครั้งหลังสุดในปี 2554 ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ ประกาศยุบสภาวันที่ 10 พ.ค. 2554 ดัชนีหุ้นวันรุ่งขึ้นบวก 1.4% หลังจากนั้นแกว่งตัวไร้ทิศทางในช่วงสุญญากาศอยู่ระยะหนึ่งจนถึงวันใกล้เลือกตั้งจึงปรับตัวดีขึ้น







