
ยุบสภา...ฝังจำนำข้าวลงทุนน้ำ
การประกาศยุบสภาของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่เพียงแต่ทำให้อำนาจการบริหารประเทศหลังจากนี้ไปจะเข้าสู่ภาวะตามบุญตามกรรมเท่านั้น
การประกาศยุบสภาของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่เพียงแต่ทำให้อำนาจการบริหารประเทศหลังจากนี้ไปจะเข้าสู่ภาวะตามบุญตามกรรมเท่านั้น
หากแต่ยังมีแรงสะท้อนไปยัง 2 โครงการใหญ่ของรัฐบาลให้เป็นอัมพาตตามไปด้วย
นั่นคือโครงการกู้เงินเพื่อลงทุนระบบน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่มีการใช้เงินไปกว่า 6.5 แสนล้านบาท และกำลังเริ่มรับจำนำข้าวฤดูกาลผลิตใหม่อีก 2.5 แสนล้านบาท
เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนี้ ทั้ง 2 โครงการเข้าสู่โหมดของความเฉื่อยชาแน่นอน
พ.ร.ก.น้ำ แบ่งการจัดสรรเงินเป็น 2 ส่วน ได้แก่ วงเงิน 3.4 แสนล้านบาท เป็นอำนาจการบริหารจัดการของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.)
ส่วนที่เหลือ 1 หมื่นล้านบาท เป็นอำนาจจัดสรรของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ที่มีวีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธาน
ปัจจุบันโครงการลงทุนน้ำได้มีการเดินหน้าเซ็นสัญญาลงทุนโครงการน้ำ 9 แผนงาน (โมดูล) มูลค่า 2.84 แสนล้านบาท
อภิชาติ อนุกูลอำไพ ประธานอนุกรรมการวิชาการและวิเคราะห์โครงการ คณะกรรมการ กบอ. เปิดเผยถึงโครงการบริหารจัดการน้ำที่ต้องหยุดชะงักภายหลัง นายกฯ ประกาศยุบสภาจากสถานการณ์การเมือง โครงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลคงต้องหยุดชะงัก แต่การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมนั้นต้องเดินหน้าต่อไป
อภิชาติ กล่าวว่า ไม่ว่าพรรคการเมืองไหนจะมาเป็นรัฐบาลต่อ เรื่องบริหารจัดการน้ำเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องแก้ไข ทุกรัฐบาลต้องพบกับปัญหาเรื่องภัยแล้งหรือน้ำท่วม ฉะนั้นต้องมีระบบบริหารจัดการน้ำใหม่
ส่วนโครงการเดิมจะถูกล้มหรือไม่ อยู่ที่รัฐบาลจะนำโครงการมาปัดฝุ่น หรือคิดโครงการใหม่ขึ้น
ขณะที่ มณฑล ภาณุโภคิน ผู้จัดการ บริษัทเควอเตอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ในความรับผิดชอบของเควอเตอร์คงต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาดำเนินโครงการต่อ
“ตอนนี้ต้องรอว่า ทางคณะกรรมการจะชี้แจงเราอย่างไร และต้องรอรัฐบาลใหม่จะดำเนินการอย่างไรต่อ เราไม่รู้ว่าอนาคตว่ารัฐบาลจะดำเนินโครงการอีกหรือไม่ เราเองก็ไม่รู้ว่าจะยังไง ก็อาจจะต้องส่งเจ้าหน้าที่บางส่วนกลับไปประเทศเกาหลีใต้ก่อนเพราะไม่มีอะไรทำ แต่คงยังไม่ถอนตัวเพราะเราเป็นผู้ได้สิทธิในการทำสัญญาของโครงการ” มณฑล ชี้แจง
สะท้อนว่าโครงการลงทุนน้ำที่กำลังเข้าสู่เวทีการทำประชาพิจารณ์ในหลายพื้นที่กำลังเข้าสู่ภาวะอับจนหนทาง
ขณะที่โครงการรับจำนำข้าวกำลังเดินหน้าอย่างติดๆ ขัดๆ เพราะไม่มีเงินมาใช้ในการรับจำนำข้าว เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถระบายข้าวออกไปได้ ทำให้ไม่มีเงินมาหมุนใช้
ทางด้านสุพัฒน์ เอี้ยวฉาย ผู้ช่วยผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า โครงการรับจำนำข้าวยังเดินหน้าต่อไป เพราะเป็นโครงการที่มีมติคณะรัฐมนตรี รองรับตามกฎหมายอยู่แล้ว ส่วนฤดูกาลหน้าจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบหรือไม่นั้นเป็นเรื่องของรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะดำเนินการอย่างไร
ทั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มเปิดรับจำนำฤดูกาลผลิตปี 2556/2557 ได้จ่ายเงินไปแล้ว 1.3 หมื่นล้านบาท จากยอดที่ออกใบประทวนไป 2.5 ล้านตัน เป็นเงิน3 หมื่นล้านบาท
แต่ในความเห็นของ นิพนธ์ พัวพงศกรนักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) นั้นเห็นว่า ผลจากการที่รัฐบาลตัดสินใจยุบสภา ทำให้โครงการรับจำนำข้าวต่อจากนี้ ถ้าไม่มีเงินจากการระบายข้าวเข้ามาเสริมสภาพคล่องก็เท่ากับว่าโครงการนี้จบแล้ว เมื่อรัฐบาลเป็นรัฐบาลรักษาการ ก็เท่ากับทำอะไรไม่ได้ และไม่ควรพิจารณาขยายวงเงินเกินกรอบ 5 แสนล้านบาท รวมถึงไม่ควรกู้เงินเพื่อมาอุดหนุนโครงการนี้อีก
“โครงการจำนำข้าวตอนนี้ถือว่า เดินมาเกือบจบทางแล้ว เมื่อขายข้าวไม่ได้ก็ไม่มีเงินมาจ่ายเกษตรกร ชาวนาจะเรียกร้องเอากับใครก็ไม่ได้เพราะรัฐบาลก็เป็นรักษาการแล้ว พอเงิน ธ.ก.ส.หมด โครงการจำนำข้าวก็จะเดินเข้าสู่กลไกปกติ คือเกษตรกรต้องเอาข้าวไปขายโรงสีแทน จะเห็นว่าราคาข้าวตอนนี้ก็เริ่มลดลงมาแล้ว” นิพนธ์ กล่าว







