
อุดช่องโหว่เด็กเมินเรียนอาชีวะหวั่นเพื่อนบ้านเสียบแทน
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
ถึงเวลาที่ตลาดแรงงานไทยต้องปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ เนื่องจากประเทศกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ รวมทั้งยังมีแนวโน้มต้องพึ่งแรงงานสายวิชาชีพมากขึ้น
ที่ผ่านมาภาพลักษณ์ของเด็กอาชีวศึกษาถูกมองว่า เป็นเหมือนเด็กระดับสอง ที่จำต้องมาเรียนสายนี้ เพราะไปเรียนอย่างอื่นไม่ได้ ส่งผลให้ผู้ปกครองไม่นิยมส่งเสริมลูกหลานให้เรียนสายอาชีพ แต่ปัจจุบันสังคมกำลังเปลี่ยนแปลงไป อีกไม่นานการศึกษาสายอาชีพจะกลายเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาชาติ เยาวชนไทย ที่เข้าสู่สายอาชีพจะกลายเป็นกำลังสำคัญของทั้งตลาดเมืองไทย และตลาดกลุ่มประชาคมอาเซียนด้วย
ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ฉายภาพให้เห็นถึงช่องโหว่ของตลาดแรงงานไทยที่ต้องอุดว่า เมื่อแรงงานจากประเทศอาเซียนสามารถมาทำงานในประเทศไทยได้ ประเทศที่แรงงานมีฝีมือสูงกว่าย่อมได้เปรียบ ทำให้ในอนาคตคุณภาพแรงงานจึงไม่ใช่เพียงการจบปริญญา แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของการทำงาน ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่คนจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและฟิลิปปินส์จะเข้ามาศึกษาต่อในสายอาชีวศึกษาในไทย และอยู่ในตลาดแรงงานที่นี่ ดังนั้นหากคนไทยไม่เตรียมตัวให้พร้อม คนจากประเทศเพื่อนบ้านจะมายึดครองตลาดแรงงานในกลุ่มนี้
สำหรับ สอศ.นั้น กำลังเร่งผลิตบุคลากรสายอาชีพ เพื่อให้มีจำนวนเพียงพอและตรงกับความต้องการของภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยมีแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ทำให้มีความต้องการแรงงานสายอาชีพในประเทศมากถึง 5 แสนคน แต่วันนี้สามารถผลิตช่างเทคนิคได้ไม่ถึง 70% หรือไม่ถึง 3 แสนคน ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการจึงมีนโยบายเพิ่มผู้เรียนสายอาชีวศึกษาให้ได้ 51% ภายใน 2 ปี จากปัจจุบันสัดส่วนอยู่ที่ 36%
ชัยพฤกษ์ ชี้ว่า หากมองตัวเลขนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ม.3) ในปัจจุบันที่มี 8.5 แสนคน พบว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจูงใจให้เด็กหันมาเรียนสายอาชีพได้ทันทีภายใน 1-2 ปีนี้ แต่หากทำสำเร็จภายใน 5 ปี ถือว่าไม่สายเกินไป โดยทุกฝ่ายต้องให้ความร่วมมือด้านการแนะแนว ต้องดึงเด็กมาเรียนให้ได้ อย่างน้อยปีละ 5 หมื่นคน โดยครูแนะแนวต้องให้ข้อมูลที่เป็นจริงแก่เด็กมากขึ้น นักเรียนคนใดชอบเรียนปฏิบัติต้องแนะนำให้มาเรียนสายอาชีพ
นอกจากนี้ บริษัทเอกชนขนาดใหญ่หลายแห่งมีการให้ทุนเรียนสายอาชีพมากขึ้น หากเด็กไทยไม่สนใจเรียนต่อสายอาชีพ อาจกลายเป็นโอกาสให้เด็กจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่าและลาวเข้ามารับทุนเรียนต่อและทำงานแทนเด็กไทยได้
ด้านนักวิชาการเห็นพ้องกันว่า รัฐบาลต้องเตรียมการตั้งรับไว้ล่วงหน้า ต้องจัดหลักสูตรการเรียนรู้ให้ดี อย่ารอจนเด็กจบ ม.3 เพราะจะสายเกินไป ดังนั้น หน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการจะต้องทำงานร่วมกัน โดยผ่านระบบแนะแนวตั้งแต่ ป.6 หรือ ม.1 เพื่อให้ข้อมูลข่าวสาร ให้คนรุ่นใหม่เข้าใจสภาพและความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบันมากขึ้น
ทั้งนี้ เพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์การเคลื่อนย้ายแรงงาน ภาคอาชีวศึกษาต้องเร่งดำเนินการ 5 เรื่อง คือ 1.การผลิตกำลังคนอาชีวะให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด 2.การพัฒนาศักยภาพครูทั้งในสถานศึกษา ครูในสถานประกอบการ และครูภูมิปัญญาผู้เชี่ยวชาญในท้องถิ่น 3.การพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ใหม่ โดยเทียบเคียงมาตรฐานกับหลักสูตรสากล เพิ่มการเรียนการสอนแบบทวิภาคี และเพิ่ม ป.ตรี สายปฏิบัติการ 4.การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการใหม่ให้สอดคล้องกับภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และภาคการบริการ และ 5.กำลังแรงงานต้องมีสมรรถนะตามมาตรฐานวิชาชีพ
อย่างไรก็ตาม การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนนั้น ต้องมีการพัฒนาหลักสูตรโดยเชื่อมกับมาตรฐานอาชีพในสถานประกอบการ ซึ่งต้องเทียบเคียงกับมาตรฐานของประเทศในกลุ่มอาเซียน ทั้งนี้ หากได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน เชื่อว่าจะช่วยยกระดับคุณภาพผู้เรียนสายอาชีพให้เทียบเท่า หรือดีกว่าผู้ที่เรียนจบระดับปริญญาตรีได้
ชัยพฤกษ์ เชื่อว่า หากสามารถพัฒนาและยกระดับคุณภาพการศึกษาระดับอาชีวศึกษาให้สูงขึ้น ในอนาคตเด็กอาชีวะเหล่านี้จะกลายเป็นแรงงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวจริงให้กับประเทศได้ไม่ยาก







