
SPPTเน้นธุรกิจยานยนต์
อัตรากำไรสูงดึงญี่ปุ่นร่วมทุน23ปีแทนที่ชิ้นส่วนฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์
อัตรากำไรสูงดึงญี่ปุ่นร่วมทุน23ปีแทนที่ชิ้นส่วนฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์
SPPT เบนเข็มเน้นทำธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ แทนฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ กำไรดีกว่า ดึงญี่ปุ่นร่วมทุน
นายสืบตระกูล บินเทพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิงเกิ้ล พอยท์ พาร์ท (ประเทศไทย) หรือ SPPT เปิดเผยว่า บริษัทได้หันมาเน้นธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และผลิตชิ้นส่วนโลหะประตู มากกว่าธุรกิจผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ เพราะมีส่วนต่างกำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) 20% สูงกว่าฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักมีอัตรากำไรขั้นต้นเพียง 10% เท่านั้น
ทั้งนี้ ในปี 2556 บริษัทคาดว่าจะมีรายได้ 500 ล้านบาท โดยสัดส่วน 40% มาจากรายได้จากธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และโลหะ อีก 60% มาจากฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ แต่ในปี 2557 คาดว่าสัดส่วนรายได้ทั้งสองส่วนจะเท่ากันที่ระดับ 50% ของรายได้รวมที่คาดว่าจะมีจำนวน 600 ล้านบาท แต่ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า รายได้ของบริษัทจะขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1,000 ล้านบาท ในระดับใกล้เคียงก่อนบริษัทจะประสบปัญหาน้ำท่วมเมื่อปี 2554
ขณะที่ในด้านของสัดส่วนรายได้ คาดว่าธุรกิจผลิตชิ้นส่วนรถยนต์จะพุ่งขึ้นสูงกลายเป็นรายได้หลัก ขณะที่รายได้จากธุรกิจฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์จะมีเพียง 20% หรือประมาณ 200 ล้านบาทเท่านั้น
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาบริษัทได้มีการพบและเจรจากับผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่น เพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนโลหะประเภทงานประตูร่วมกัน โดยผลการเจรจาเป็นไปได้ด้วยดี และในวันที่ 9-13 ธ.ค. กลุ่มผู้ร่วมทุนชาวญี่ปุ่นจะเดินทางมาดูโรงงานของบริษัทที่ จ.สิงห์บุรี
นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ในขั้นตอนการพูดคุยกับทางบริษัทญี่ปุ่นอีกกลุ่ม เพื่อร่วมทุนกันจัดตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ใน จ.ระยอง คาดว่าน่าจะมีความชัดเจนในต้นปี 2557
“หากทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี จะทำให้สัดส่วนรายได้ของบริษัทในอนาคตเปลี่ยนไป เพราะโดยในส่วนของธุรกิจฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์นั้น บริษัทจะไม่มีการลงทุนเพิ่มเติม จะรับงานเท่าที่สามารถผลิตได้ ซึ่งน่าจะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทเพิ่มขึ้น โดยปีหน้าตั้งงบลงทุนไว้ที่ 75 ล้านบาท เพื่อลงทุนในเครื่องจักรและปรับปรุงการผลิตในธุรกิจชิ้นส่วนโลหะและชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งเงินลงทุนนี้ไม่รวมกับการร่วมทุนกับญี่ปุ่น” นายสืบตระกูล กล่าว
สำหรับแหล่งเงินนั้นจะมาจากกำไรสะสมของบริษัทและการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน ซึ่งปัจจุบันอัตราหนี้สินต่อทุน (ดีอี) ของบริษัทอยู่ในระดับต่ำมาก เพียง 0.38 เท่า ยังมีขีดความสามารถในการกู้ยืมได้อีกมาก
นายสืบตระกูล กล่าวอีกว่า บริษัทยอมรับว่าด้วยผลกำไรสุทธิของบริษัทค่อนข้างน้อย ทำให้นักลงทุนค่อนข้างกังวลใจที่จะเข้ามาลงทุนในหุ้น SPPT แต่บริษัทหวังว่าในอนาคตจะมีโอกาสที่หุ้นของบริษัทจะกลับมาฟื้นตัว ยืนอยู่ในกรอบราคาที่เหมาะสมได้ ขึ้นอยู่กับว่าโครงการในอนาคตของบริษัทจะสำเร็จและดำเนินการได้ตามแผนหรือไม่ เพราะจะเป็นตัวผลักดันให้ผลประกอบการของบริษัทออกมาดี
ล่าสุดงวดไตรมาส 3 ปี 2556 บริษัทมีกำไรสุทธิ 4.4 ล้านบาท ลดลง 25.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะกำไรจากปีก่อนได้รวมเงินชดเชยจากเหตุการณ์น้ำท่วมไว้ด้วย รวมถึงการที่อัตรากำไรขั้นต้นลดลง ส่งผลให้งวด 9 เดือนแรกปีนี้มีกำไรสุทธิ 14 ล้านบาท ลดลง 95.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน







