
หุ้นไทยถูกแซนด์วิชจากการเมืองและคิวอี
ตลาดหุ้นไทยถูกแซนด์วิชจากความเสี่ยงทางการเมืองและการปรับลดแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หรือการลดทอนมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี)
ตลาดหุ้นไทยถูกแซนด์วิชจากความเสี่ยงทางการเมืองและการปรับลดแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หรือการลดทอนมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี)
ตลาดหุ้นไทยติดอยู่ในวังวนการเมืองที่สุ่มเสี่ยงจะเกิดการใช้ความรุนแรง และยังไม่เห็นทางออกในเร็วๆ นี้ สถานการณ์ความขัดแย้งยิ่งยืดเยื้อ
ส่งผลให้ยิ่งกดดันเศรษฐกิจไทยปีนี้ให้เหลือโตไม่ถึง 3% ขณะที่กำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปีนี้ถูกปรับลดประมาณการจนเหลือโตแค่ 6% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นเพื่อนบ้านแถบเอเชีย แต่ค่าพีอีตลาดหุ้นไทยปีนี้ยังอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของเพื่อนบ้าน ในสายตาต่างชาติความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยจึงลดลง
ด้านการท่องเที่ยวที่อยู่ในช่วงไฮซีซั่นเริ่มได้รับผลกระทบจากพิษการเมืองแล้ว ขณะนี้มี 34 ประเทศ ได้ออกคำเตือนต่อสถานการณ์ในประเทศไทย กลุ่มนี้คิดเป็น 65% ของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในบ้านเรา
สำหรับสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวยังคงออกมาอย่างต่อเนื่อง จีดีพีไตรมาส 3 โตถึง 3.6% ล่าสุด การจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นถึง 2.03 แสนตำแหน่ง ในเดือน พ.ย.ดึงอัตราการว่างงานลดเหลือ 7% ต่ำสุดในรอบ 5 ปี ดีกว่าที่ตลาดประเมินไว้
ส่วนสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นยิ่งมีออกมามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทวีความกังวลต่อการปรับลดเฟด ว่าอาจเริ่มก่อนการประชุมในเดือน มี.ค. 2557
สำหรับการปรับพอร์ตลงทุนระดับโลกยังคงดำเนินต่อไป โดยลดการลงทุนในตราสารหนี้โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอายุเหลือยาว ทองคำ และโยกเงินจากตลาดอีเมอร์จินกลับเข้าตลาดหุ้นหลักโดยเฉพาะสหรัฐ
กระแสเงินทุนจึงไหลออกจากตลาดอีเมอร์จิน ซึ่งรวมถึงตลาดการเงินไทยอย่างต่อเนื่อง กดเงินบาทอ่อนค่ามากสุดในรอบ 4 เดือน
ทั้งนี้ น่าสังเกตว่าสินค้าโภคภัณฑ์ที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ น้ำมัน ถ่านหิน ปิโตรเคมี ฯลฯ ได้รับผลกระทบน้อยเมื่อเทียบกับสินค้าโภคภัณฑ์กลุ่มโลหะมีค่า เช่น ทองคำ เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกได้เพิ่มความต้องการใช้สินค้ากลุ่มแรก
บรรยากาศความไม่แน่นอนยังปกคลุมตลาดหุ้น การเมืองส่อยืดเยื้อและเสี่ยงที่จะเกิดเหตุรุนแรง
อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นได้สะท้อนปัจจัยลบข้างต้นไปพอสมควรแล้ว แม้ช่วงสั้นความเสี่ยงยังสูงก็ตาม แต่โอกาสทำกำไรก็มากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
ต้องประเมินต่อไปว่า ความเสี่ยงทางการเมืองนี้จะกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและธุรกิจในระยะยาวมากน้อยแค่ไหน จะพบว่าในหลายๆ กิจการถูกกระทบไม่มาก เช่น กลุ่มโมเดิร์นเทรดที่ชอบ ได้แก่ บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) ผู้ให้บริการมือถือ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTUCH) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) รวมถึงบริษัทลูกอย่าง บริษัท วีจีไอ โกลบอล มีเดีย (VGI)
ขณะที่หุ้น บริษัท ไทยคม (THCOM) ที่ความต้องการใช้งานดาวเทียมที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก จนช่องสัญญาณไม่เพียงพอ ล่าสุด ดาวเทียมดวงก่อนหน้า ไทยคม 6 ได้ถูกยิงขึ้นสู่วงโคจรเรียบร้อยแล้ว
สำหรับหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวอาจถูกกระทบระยะสั้นถอยตั้งรับลึกหน่อย แต่แนวโน้มระยะยาวยังไม่เปลี่ยน หนุนโดยนักท่องเที่ยวที่เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการเติบโตของคนชั้นกลางในแถบเอเชียโดยเฉพาะจีน การเติบโตของสายการบินต้นทุนต่ำ กระแสเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) หุ้นที่เด่น ได้แก่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL)
ขณะที่การอ่อนตัวของค่าเงินบาทและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะช่วยหนุนหุ้นส่งออกชอบ บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) หุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ชอบ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) บริษัท บ้านปู (BANPU) เศรษฐกิจไทยอาจดูย่ำแย่
อย่างไรก็ดี เมื่อวิกฤตทางการเมืองผ่านไปก็จะฟื้นกลับมาเหมือนที่เคยผ่านมา โดยถึงตอนนี้ต่างชาติได้ขายสุทธิหุ้นไทยสูงกว่า 1.7 แสนล้านบาท แล้วในปีนี้
อย่างไรก็ตาม การปรับฐานจากความเสี่ยงทางการเมือง จึงเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนระยะยาวรอเก็บของถูกเพิ่มที่ดัชนี 1,345 จุด 1,330 จุด และ 1,280 จุด ตามลำดับ
พบกันใหม่โอกาสหน้าครับ







