
ปั้น "ริเวอร์วอล์ค" แลนด์มาร์คน้ำแห่งใหม่
แม้ว่าตลาดยอดพิมาน ย่านปากคลองตลาด จะเป็นตลาดเก่าแก่กว่า 50 ปี แต่หลายคนอาจไม่คุ้นเคยนักและส่วนใหญ่จะรู้จักแต่ตลาดปากคลอง
โดย...สุกัญญา สินถิรศักดิ์
แม้ว่าตลาดยอดพิมาน ย่านปากคลองตลาด จะเป็นตลาดเก่าแก่กว่า 50 ปี แต่หลายคนอาจไม่คุ้นเคยนักและส่วนใหญ่จะรู้จักแต่ตลาดปากคลอง ตลาดค้าขายดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ซึ่งหากประเมินจากพื้นที่ของตลาดแล้ว ตลาดยอดพิมานมีพื้นที่กว่า 9 ไร่ ใหญ่กว่าตลาดปากคลอง ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 5 ไร่เศษ โดยหลังจากที่กลุ่ม “เฉลียว ปรีกราน” ได้รับสิทธิจากองค์การตลาด กระทรวงมหาดไทย เข้ามาบริหารตลาดปากคลองเมื่อปี 2552 และซื้อที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง พร้อมตลาดยอดพิมานจากทายาทของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงสุทธิสิริโสภา ในปี 2553 ก็ตั้งเป้าที่จะปั้นพื้นที่ย่านปากคลองตลาดให้เป็นแหล่งการค้าที่สำคัญควบคู่ไปกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
เฉลียว ปรีกราน ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท ตลาดยอดพิมาน และผู้รับสัมปทานบริหารตลาดปากคลอง กล่าวว่า ในอดีตเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ตลาดยอดพิมานถือว่าเป็นตลาดที่ทันสมัยที่สุด อยู่ใกล้โรงหนังเอ็มไพร์ ซึ่งดังมากในยุคนั้น (ปัจจุบันไม่มีแล้ว) แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป ความนิยมย่อมเปลี่ยนแปลงไปด้วย แต่ด้วยศักยภาพของที่ตั้งของตลาดยอดพิมานที่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อว่าจะสามารถพลิกฟื้นให้พื้นที่แห่งนี้กลับมามีชีวิตชีวา และกลายเป็นแลนด์มาร์คริมแม่น้ำแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ อีกครั้ง ด้วยการปรับโฉมอาคารเดิมที่ติดริมแม่น้ำให้เป็นไทย เฮอริเทจ มอลล์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ภายใต้ชื่อ “ยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค” ภายใต้งบประมาณกว่า 600 ล้านบาท
“ถามว่าทำไมในช่วง 1-2 ปีนี้ ผู้ประกอบการหลายรายสนใจนำที่ดินริมแม่น้ำมาพัฒนาเป็นแหล่งช็อปปิ้งยุคใหม่ เพราะเวลานี้คนกำลังโหยหาสิ่งที่ขาดหายไป สิ่งที่เคยเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิม ชีวิตริมแม่น้ำหายไปกับความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ซึ่งการที่ที่เก่าๆ ที่คุ้นเคยถูกปรับโฉมใหม่ ก็เหมือนคืนชีวิตเดิมให้กลับมาอีกครั้ง และไม่ใช่เพื่อตอบสนองคนรุ่นเก่าเท่านั้น แต่ยังบอกเล่าเรื่องราวในอดีตให้กับคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ด้วย” เฉลียว กล่าว
สำหรับพื้นที่โครงการของตลาดยอดพิมานทั้งหมดกว่า 9 ไร่ แบ่งเป็น พื้นที่ตลาดที่มีด้วยกัน 608 แผง อัตราค่าเช่าปัจจุบัน 500-2,000 บาท/ตร.ม./เดือน อาคารด้านในตลาดและอาคารริมน้ำ โดยอาคารริมน้ำเป็นอาคารที่มีโครงสร้างเก่า ความสูงไล่ระดับตั้งแต่ 24 ชั้น ซึ่งจะเป็นอาคารติดริมแม่น้ำที่ไม่สามารถขออนุญาตก่อสร้างใหม่ได้ แต่สามารถปรับปรุงอาคารเดิมให้สวยงามและปลอดภัยได้ ซึ่งอาคารส่วนนี้จะปรับปรุงให้เป็นไทย เฮอริเทจ มอลล์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ภายใต้ชื่อ “ยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค” มีพื้นที่ทั้งหมด 1.4 หมื่น ตร.ม. แบ่งเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ 60% และพื้นที่ส่วนกลาง 40% รวมมีร้านค้า 40 ร้านค้า อัตราค่าเช่า 1,000-2,000 บาท/ตร.ม./เดือน
ภาพรวมของตัวโครงการยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค จะมีด้วยกัน 6 อาคารติดกัน ประกอบด้วย 1.อาคารสยามปราการ 2.อาคารวิมานอโยธยา โดยสองอาคารนี้จะฉายภาพความเป็นป้อมบางกอก อดีตอันเรืองรองของยุคกรุงศรีอยุธยา พื้นที่นี้จัดให้เป็นไลฟ์สไตล์ช็อปปิ้งพร้อมร้านอาหารเบาๆ 3.อาคารนาวาพาณิชย์ จะเล่าเรื่องการค้ายุคกรุงธนบุรี พื้นที่ส่วนนี้จัดให้เป็นที่ตั้งของภัตตาคารและอาหารทะเล ส่วนดาดฟ้าเปิดโล่งรับวิวริมน้ำ 4.อาคารวิจิตรพระนคร และ 5.อาคารยอดพิมานธานี จะบอกเล่าเรื่องราวของยุคกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น พื้นที่ส่วนนี้จัดให้เป็นสินค้าไทยร่วมสมัย อาหาร ขนม และเครื่องดื่มหลากสไตล์ และ 7.อาคารบุรีสราญ สะท้อนให้เห็นถึงยุครัตนโกสินทร์ตอนกลางจนถึงปัจจุบัน ซึ่งพื้นที่ส่วนนี้จะเปิดเป็นจุดชมวิวริมแม่น้ำเจ้าพระยาและวัดอรุณฯ
นอกจากนี้ ยังจัดทางเดินติดริมแม่น้ำเจ้าพระยายาวถึง 300 เมตร โดยอาคารสยามปราการและอาคารวิมานอโยธยา ซึ่งอยู่ทางฝั่งที่เห็นวิวสะพานพุทธจะมีรูปปั้นหนุมานที่ในช่วงกลางวันจะเป็นหนุมานพ่นน้ำ ส่วนกลางคืนจะมีเลเซอร์กราฟฟิกที่จะทำให้หนุมานหาวเป็นดาวเป็นเดือนตามในวรรณคดี ซึ่งต้องการสร้างให้เป็นสัญลักษณ์คล้ายเมอร์ไลออนหรือสิงโตทะเลของสิงคโปร์ เพื่อดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยว ตั้งเป้ามีผู้เข้าใช้บริการประมาณ 2 หมื่นคน แบ่งเป็นคนไทย 70% และต่างชาติ 30% โดยส่วนหนึ่งจะมีนักท่องเที่ยวที่เป็นลูกค้าของเรือดินเนอร์ที่จะย้ายมาอยู่กับท่าเรือยอดพิมาน 2 ราย คือ กลุ่มเจ้าพระยาปริ้นเซส และกลุ่มแกรนด์เพิร์ล
ท่าเรือยอดพิมานนี้จะเปิดให้เรือท่องเที่ยวมาจอด จากเดิมย่านนี้จะมีเรือท่องเที่ยวจอดที่ท่าเตียน ส่วนท่าเรือราชินี ซึ่งอยู่ติดกับฝั่งตัวอาคารบุรีสราญนั้น กลุ่มตลาดยอดพิมานขอเข้าไปดูแลด้วย เพื่อปรับปรุงภาพรวมการให้บริการท่าเรือในบริเวณใกล้เคียงกันและเพื่อความปลอดภัยในการเข้ามาใช้บริการ ส่วนการบริการที่จอดรถได้ก่อสร้างอาคารจอดรถไฮเทคที่จอดได้ทั้งหมด 400 คัน เพื่อเพิ่มความสะดวก
โครงการดังกล่าวจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการเดือน มิ.ย. 2557 ซึ่งต้องจับตามองการแข่งขันของช็อปปิ้งมอลล์ริมแม่น้ำเจ้าพระยานับจากนี้ว่าจะเป็นอย่างไร ท่ามกลางสถานการณ์ท่องเที่ยวที่ยังฝุ่นตลบด้วยบรรยากาศการเมืองร้อน







