
เชียร์แบงก์-สื่อสาร
เป้าไล่ซื้อหุ้นคืนหลังถูกชอร์ตหนักต่างชาติถล่มขายยับ2วัน1.2หมื่นล้าน
เป้าไล่ซื้อหุ้นคืนหลังถูกชอร์ตหนักต่างชาติถล่มขายยับ2วัน1.2หมื่นล้าน
คาดการเมืองใกล้มีทางออกแนะซื้อหุ้นพื้นฐานดีและตัวที่ถูกชอร์ตเซลหนัก
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต แนะนำ “เก็งกำไร” รอความชัดเจนทางการเมืองเพิ่มขึ้น โดยมีเป้าหมายดัชนีปรับขึ้นที่ 1,390 จุด หรือถัดไปที่ 1,4101,420 จุด
ทั้งนี้ แนะนำให้เน้นกลุ่มหุ้นที่พื้นฐานดี ได้รับผลดีจากการปรับลดดอกเบี้ย มีแผนออกกองทุน เช่น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTUCH) บริษัท ไทยคม (THCOM) บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) และบริษัท บางกอกแลนด์ (BLAND)
นอกจากนั้น บล.ธนชาต แนะนำซื้อกลุ่มหุ้นที่ถูกขายไปก่อนช่วงสั้น หรือหุ้นที่ถูกยืมมาขายก่อน (ชอร์ตเซล) มากในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาอย่าง TRUE ที่มียอดชอร์ตเซล 2,690 ล้านบาท ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ถูกชอร์ตเซล 2,680 ล้านบาท ADVANC ชอร์ตเซล 1,540 ล้านบาท ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) 1,470 ล้านบาท INTUCH จำนวน 1,200 ล้านบาท ธนาคารกรุงไทย (KTB) 1,100 ล้านบาท บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) 970 ล้านบาท ธนาคารกรุงเทพ (BBL) 671 ล้านบาท บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) 600 ล้านบาทและ JAS 564 ล้านบาท
ขณะที่ บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า ดัชนีเพิ่มขึ้นหลังการเมืองดูคลี่คลายลงบ้าง จึงมีแรงซื้อกลับในหุ้นที่ถูกชอร์ตเซลอย่างหนัก นับตั้งแต่วันที่ 18 พ.ย.เป็นต้นมา เช่น AOT บริษัท ช.การช่าง (CK) และ KBANK รวมถึงการซื้อหุ้นของเม็ดเงินจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมสำรองเลี้ยงชีพ (RMF)
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นที่ดีดตัวขึ้น 9.63 จุด ปิดที่ระดับ 1,383.89 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายรวม 48,546.36 ล้านบาท แต่นักลงทุนต่างชาติทิ้งมากถึง 5,920 ล้านบาท เมื่อรวมกับยอดขายวันที่ 2 ธ.ค. กว่า 6,403 ล้านบาท รวมสองวันขายทั้งหมด 12,323 ล้านบาท แต่ในวันที่ 3 ธ.ค. มีการซื้อขายรายการใหญ่(บิ๊กล็อต) หุ้นบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) จำนวน 49,273,800 หุ้น ราคาเฉลี่ย 43 บาท มูลค่ารวม 2,118 ล้านบาท
น.ส.สุมิตรา ตั้งสมวรพงษ์ นักวิจัยสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จัดทำวิจัยเรื่อง การถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ ใน SET และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ณ สิ้นเดือน เม.ย. 2556 พบว่า นักลงทุนต่างประเทศมีมูลค่าการถือครองหุ้นในตลาดหุ้นไทยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รวม 4.67 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% จากสิ้นเดือน เม.ย. 2555 คิดเป็น 35.93% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป)
ในปี 2556 นักลงทุนยุโรปถือครองหุ้นไทยสูงสุด 52.21% ตามด้วยนักลงทุนเอเชีย 30.64% สหรัฐอเมริกา 13.78% แอฟริกา 1.95% ออสเตรเลีย 1.34% โดยนักลงทุนจากสหราชอาณาจักร สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา ยังคงมีมูลค่าการถือครองหุ้นสูงสุด 3 สัญชาติแรกต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา สัดส่วน 38.78% 22.09% และ12.78%ตามลำดับ
สำหรับกลุ่มนักลงทุนเอเชียมีมูลค่าการถือครองหุ้นรวม 1.43% โดย 77% เป็นของนักลงทุนอาเซียน ซึ่งยังมีจำนวนน้อยและการถือครองส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนกลยุทธ์ ลงทุนในฐานะเจ้าของกิจการ อย่างไรก็ดีการเข้าสู่เออีซี ในปี 2558 และการเชื่อมโยงระบบซื้อขายหุ้นระหว่างตลาดหลักทรัพย์ในอาเซียน (อาเซียนลิงก์เกจ) จะเป็นโอกาสดีของผู้มีส่วนร่วมในตลาดทุนไทย ทั้งนี้นักลงทุนจากสิงคโปร์ถือครองหุ้นสูงสุด 1.03 ล้านล้านบาท คิดเป็น 94% ของมูลค่าถือครองหุ้นของอาเซียน
ในช่วง 9 เดือน นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิสูงถึง 106,418 ล้านบาท โดยเฉพาะในเดือน มิ.ย.และเดือน ส.ค. ขายถึง 59,920 ล้านบาท และ 39,994 ล้านบาท ตามลำดับ แต่เมื่อพิจารณาจำนวนหุ้นของต่างชาติและ NVDR กลับมีจำนวนสูงถึง 270,001 ล้านหุ้น ณ สิ้นเดือน ก.ย. เพิ่มขึ้น 26.91% จากสิ้นปี 2555







