
"คลาวด์" ตอบโจทย์ธุรกิจบนความเสี่ยงทางการเมือง
เทคโนโลยี คลาวด์ คอมพิวติ้ง ในประเทศไทยเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ กับองค์กรธุรกิจทั้งขนาดใหญ่ไปจนถึงธุรกิจขนาดเล็กระดับเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของการใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาลผ่านเครือข่ายออนไลน์ รวมไปถึงปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่ทำให้ คลาวด์ คอมพิวติ้ง มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก
เทคโนโลยี คลาวด์ คอมพิวติ้ง ในประเทศไทยเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ กับองค์กรธุรกิจทั้งขนาดใหญ่ไปจนถึงธุรกิจขนาดเล็กระดับเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของการใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาลผ่านเครือข่ายออนไลน์ รวมไปถึงปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่ทำให้ คลาวด์ คอมพิวติ้ง มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก
สุชาลักษณ์ สรณานุสรณ์ ผู้จัดการกลุ่มธุรกิจสินค้าเซิร์ฟเวอร์ของไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) มองว่า 4 เทรนด์ใหญ่ไอทีที่จะเห็นในปีหน้าคือ 1 องค์กรจะหันมาใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กและแอพพลิเคชั่นมากขึ้น ทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม เพื่อเป็นเครื่องมือการตลาด นั่นหมายความว่าต้องมีเซิร์ฟเวอร์ที่พร้อมรองรับผู้ใช้จำนวนมากที่อาจจะเข้ามาใช้พร้อมกันในเวลาเดียวกัน เทรนด์ที่ 2 การเติบโตของดาต้า 90% มาจากการใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งหากภาคธุรกิจสามารถจัดการให้ดี นั่นคือโอกาส
เทรนด์ที่ 3 คือ ผู้ใช้แต่ละคนจะมีอุปกรณ์ไอทีประจำตัวเฉลี่ย 3.3 ชิ้น หากองค์กรมีระบบที่ดีจะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้และพนักงานก็สะดวก อีกทั้งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายองค์กร เพียงแต่ต้องระวังเรื่องความปลอดภัย และสุดท้าย 4 คลาวด์จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงาน เข้าถึงข้อมูลและพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ได้อีกมาก
นอกจากนี้ สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น เช่น การปิดหน่วยงานราชการ การตัดน้ำตัดไฟ ทำให้ศูนย์ข้อมูลมีความไม่ปลอดภัยเกิดขึ้น ทำให้หลายองค์กรเริ่มมองว่าการมีดาต้าเซ็นเตอร์หรือการใช้งานคลาวด์ คอมพิวติ้ง ที่อยู่ในต่างประเทศ เป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น มีความปลอดภัยและมีเสถียรภาพยิ่งกว่า เมื่อเทียบกับการเก็บไว้ในประเทศ นั่นทำให้โอกาสที่องค์กรระดับกลางถึงใหญ่จะเริ่มหันมาใช้งานคลาวด์และนำไปสู่ความเป็นไฮบริดคลาวด์มากขึ้น นั่นคือคลาวด์ภายในองค์กรและคลาวด์ที่เป็นพับลิกสามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างดี
ขณะที่ คลาวด์ คอมพิวติ้ง มีการเติบโตสูงในกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี เพราะเห็นประโยชน์ชัดเจน คือ ลงทุนไม่สูง มีความยืดหยุ่นสามารถปรับเพิ่มหรือลดได้ทันที นั่นคือจุดเด่นที่ชัดเจนอันดับต้นๆ ของระบบคลาวด์ ยิ่งเมื่อพิจารณาถึงสิ่งที่เอสเอ็มอีจะสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจของประเทศแล้ว พบว่า 40% ของตัวเลขจีดีพี เกิดขึ้นจากเอสเอ็มอี และ 78% ของการจ้างงาน ก็เกิดขึ้นในธุรกิจระดับเอสเอ็มอีด้วย จึงไม่น่าแปลกใจหากจะบอกว่าคลาวด์คือสิ่งที่มาตอบโจทย์เอสเอ็มอีได้โดยตรง
ณัฐธิดา สงวนสิน กรรมการผู้จัดการ บัซซี่บีส์ ผู้ให้บริการแพล็ตฟอร์มโซเชียล ซีอาร์เอ็มและพริวิลเลจ หนึ่งในผู้ประกอบการใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา ได้คิดค้นบริการที่มีลักษณะของการทำซีอาร์เอ็มบนโซเชียลโมบาย กล่าวว่า แรงบันดาลใจสำคัญคือ การเห็นว่าธุรกิจบนเว็บเบสไม่เพียงพออีกต่อไป ต้องขยับไปอยู่บนโมบายเบส ประกอบกับกรุงเทพฯ และประเทศไทยเป็นเมืองที่มีการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กสูงติดอันดับต้นๆ ของโลก หากพัฒนาแพล็ตฟอร์มเพื่อรองรับการทำซีอาร์เอ็มและพริวิลเลจได้ ช่วยส่งต่อสินค้าและบริการไปสู่มือผู้บริโภคได้ น่าจะเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่
นั่นคือจุดเริ่มต้นบริการของบัซซี่บีส์ โดยลูกค้าสำคัญคือ เอไอเอส และซัมซุง ซึ่งเป็นสองผู้ประกอบการธุรกิจอันดับ 1 ในกลุ่มผู้ให้บริการมือถือและผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์มือถือผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือที่หลายคนรู้จักดี นั่นคือ เอไอเอส พริวิลเลจ และซัมซุง กาแล็กซี่ กิฟท์ ทั้งสองแอพนี้มีบัซซี่บีส์ อยู่เบื้องหลัง รองรับการให้บริการผู้ใช้กว่า 2 ล้านราย ทำหน้าที่บริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าผ่านการให้คะแนนและนำไปแลกใช้สินค้า บริการ ส่วนลดต่างๆ
ยังไม่นับรวมผู้ใช้จากแอพบัซซี่บีส์ ที่บริหารความสัมพันธ์ลูกค้าให้กับผู้ใช้และร้านค้าอื่นๆ ทั่วไปอีก ทำให้กลุ่มผู้ใช้บีซซี่บีส์มีการเติบโตอย่างรวดเร็วเฉลี่ยกว่า 1 แสนรายต่อเดือน ซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่พร้อมจะขยายได้ตลอดเวลา ต้องใช้คลาวด์คอมพิวติงเท่านั้น
“บัซซี่บีส์คิดค้นบริการขึ้นมา ถ้าไม่มีคลาวด์ก็ต้องลงทุนเซิร์ฟเวอร์เอง ซึ่งหากไม่สำเร็จหรือมีการเติบโตของบริการช้า เท่ากับว่าต้องลงทุนสูงตั้งแต่ต้น แต่ด้วยระบบคลาวด์ทำให้เริ่มต้นบริการได้ทันที มีค่าใช้จ่ายน้อย และเพิ่มได้เรื่อยๆ ตามจำนวนผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันนอกจากบริการซีอาร์เอ็ม พริวิลเลจแล้ว ยังมีบริการมาร์เก็ตเพลสและออนไลน์มีเดียเข้ามาเสริมด้วย” ณัฐธิดา กล่าว
สำหรับรูปแบบบริการของแอพบัซซี่บีส์เองนั้น จะเชื่อมต่อกับเฟซบุ๊ก เป็นลักษณะของไวรัล มีการเผยแพร่ส่งต่อร้านค้า สินค้าและบริการต่อๆ กันไปเพื่อแลกกับคะแนนและนำคะแนนไปแลกของรางวัลต่างๆ มีการทำสำรวจความคิดเห็น แจกสินค้าตัวอย่างได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย เรียกว่าเป็นบริการครบวงจรด้านซีอาร์เอ็มผ่านระบบโมบาย ซึ่งทำงานบนคลาวด์คอมพิวติง วินโดวส์ อาชัวร์ของไมโครซอฟท์ ที่มีศูนย์ข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ทั่วโลก
ในมุมของเอสเอ็มอีที่ประกอบธุรกิจ การใช้คลาวด์นอกจากการเก็บข้อมูลที่จำเป็นแล้ว ยังมีเครื่องมือต่างๆ พร้อมใช้งาน เช่น วินโดวส์อาชัวร์ ที่มีเครื่องของไมโครซอฟท์ทั้งหมดให้ใช้งานได้อย่างเต็มที่ และเสียค่าบริการเป็นรายเดือนตามจำนวนเวอร์ช่วลคอมพิวเตอร์ที่เปิดใช้งานเท่านั้น ถือว่าเหมาะสมมากกับธุรกิจขนาดเล็กไม่ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมใดก็ตาม แล้วหากเป็นองค์กรธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นมาจากเอสเอ็มอี จะเหมาะสำหรับคลาวด์หรือไม่ขณะที่ เอกราช คงสว่างวงศา ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า การใช้งานวินโดวส์อาชัวร์ บริการคลาวด์ของไมโครซอฟท์ มีการเติบโตประมาณ 400% หรือ 4 เท่าจากปีก่อน โดยจำนวนลูกค้าเพิ่มจาก 200 ราย เป็น 800 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการรายใหม่ เนื่องจากไม่ต้องลงทุนสูง สามารถเริ่มต้นได้ทันที พร้อมจะขยายการใช้งานหรือยกเลิกได้ และคาดว่าในปีหน้าการเติบโตจะมากกว่า 4 เท่าแน่นอน นั่นหมายความว่าจะมีผู้ใช้มากกว่า 3,000 ราย โดยมาจากองค์กรขนาดใหญ่มากขึ้น เพราะเริ่มเห็นประโยชน์จากการใช้งาน
เมื่อเป็นเช่นนั้น คลาวด์ คอมพิวติ้ง ย่อมจะมีบทบาทต่อธุรกิจทั้งขนาดใหญ่ ขนาดย่อม มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงที่ปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองเพิ่มพูนยังผลักดันให้คลาวด์ยิ่งโตแรงขึ้นแน่นอน







