
เศรษฐกิจไทยพังเพราะอะไร
เห็นข่าวและบทความต่างๆ พากันวิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ฟุบบ้าง พังพาบบ้าง ดับสนิทบ้าง แถมปีหน้าก็ยังไม่ฟื้น เล่นเอาหดหู่ใจ จะว่าพังเพราะรัฐบาลนี้ก็ไม่เชิง เพราะเศรษฐกิจโลกก็ย่ำแย่แล้ว ผู้เขียนเพิ่งกลับจากอินเดียก็เห็นข่าวว่าเศรษฐกิจของเขาไม่ค่อยดีในปีนี้ เศรษฐกิจจีนนั้นก็เป็นที่ทราบกันดี เล่นเอารัฐบาลต้องงัดมาตรการต่างๆ ออกมาใช้ ส่วนญี่ปุ่นก็มีปัญหาภัยธรรมชาติซ้ำแล้วซ้ำอีก เล่นเอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีปัญหาไม่หยุดหย่อน จนเราต้องปล่อยน้ำที่หล่อเลี้ยงปฏิกรณ์ปรมาณูลงทะเลผลัดเปลี่ยนกันไป ถ้าเป็นประเทศอื่นรัฐบาลเขาคงเตือนประชาชนให้ระมัดระวังเรื่องไปเที่ยวญี่ปุ่นและเข้มงวดในการตรวจสารพิษในสัตว์น้ำที่นำเข้ามากันแล้ว แต่นี่รัฐบาลก็เฉย คนไทยก็ไปเที่ยวกันโครมๆ แถมทานอาหารทะเลจากญี่ปุ่นกันเป็นว่าเล่น ดังนั้นเรื่องต้องกลับมาทำวีซ่าเข้าญี่ปุ่นอีกน่ะไม่ต้องห่วง ยังไงช่วงนี้ก็ไม่เกิดขึ้นแน่ เพราะพวกเราไปช่วยเศรษฐกิจเขา
เห็นข่าวและบทความต่างๆ พากันวิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ฟุบบ้าง พังพาบบ้าง ดับสนิทบ้าง แถมปีหน้าก็ยังไม่ฟื้น เล่นเอาหดหู่ใจ จะว่าพังเพราะรัฐบาลนี้ก็ไม่เชิง เพราะเศรษฐกิจโลกก็ย่ำแย่แล้ว ผู้เขียนเพิ่งกลับจากอินเดียก็เห็นข่าวว่าเศรษฐกิจของเขาไม่ค่อยดีในปีนี้ เศรษฐกิจจีนนั้นก็เป็นที่ทราบกันดี เล่นเอารัฐบาลต้องงัดมาตรการต่างๆ ออกมาใช้ ส่วนญี่ปุ่นก็มีปัญหาภัยธรรมชาติซ้ำแล้วซ้ำอีก เล่นเอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีปัญหาไม่หยุดหย่อน จนเราต้องปล่อยน้ำที่หล่อเลี้ยงปฏิกรณ์ปรมาณูลงทะเลผลัดเปลี่ยนกันไป ถ้าเป็นประเทศอื่นรัฐบาลเขาคงเตือนประชาชนให้ระมัดระวังเรื่องไปเที่ยวญี่ปุ่นและเข้มงวดในการตรวจสารพิษในสัตว์น้ำที่นำเข้ามากันแล้ว แต่นี่รัฐบาลก็เฉย คนไทยก็ไปเที่ยวกันโครมๆ แถมทานอาหารทะเลจากญี่ปุ่นกันเป็นว่าเล่น ดังนั้นเรื่องต้องกลับมาทำวีซ่าเข้าญี่ปุ่นอีกน่ะไม่ต้องห่วง ยังไงช่วงนี้ก็ไม่เกิดขึ้นแน่ เพราะพวกเราไปช่วยเศรษฐกิจเขา
คราวนี้หันมาดูเศรษฐกิจเราบ้าง บางคนก็ว่าเพราะม็อบทำให้เศรษฐกิจไทยพัง ก็คงจะจริงอยู่บ้างในสาขาการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งพอจะมีความหวังที่จะเอามาจุนเจือส่วนขาด ผู้เขียนก็คงอดไม่ได้ที่จะหันมาดูสมการทางเศรษฐศาสตร์ง่ายๆ สมัยปีหนึ่งที่เขียนว่า
GDP = C + I + G + (X – M)
X – M คือการส่งออกลบการนำเข้า การส่งออกนั้นไม่ต้องพูดถึงดิ่งเหวไปแล้ว ตัวเลขส่งออกล่าสุดจากกระทรวงพาณิชย์เมื่อเดือน ต.ค. พ.ศ. 2556 ขยายตัวติดลบ 0.67% ส่งผลให้การส่งออกช่วง 10 เดือนของปีนี้ขยายตัวติดลบไป 0.02% แล้วอีก 2 เดือนที่เหลือคือ เดือน พ.ย. กับ ธ.ค. จะรอดได้อย่างไร ในเมื่อสถานการณ์การเมืองเป็นเช่นนี้ จะโทษม็อบคราวนี้ก็คงไม่ใช่ เพราะผู้ที่จุดไฟคือรัฐบาล จะว่าไปรัฐบาลนั้นมีความชะล่าใจ หลงอยู่ในอำนาจ และเสียงข้างมากทางรัฐสภาจนเกินไป
I และ G ได้แก่การลงทุนและการใช้จ่ายของรัฐบาล ซึ่งก็ยังเป็นคำถามอยู่ ไม่ว่าจะเป็น 3.5 แสนล้านบาท หรือ 2.2 ล้านล้านบาท ว่าจะได้ใช้กันหรือไม่ เพราะ 3.5 แสนล้านบาทนั้น รัฐบาลไม่สามารถทำประชาพิจารณ์รับฟังผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ เพราะประชาชนจำนวนมากต่อต้าน และนับวันก็จะรุนแรงขึ้นทุกที ส่วน พ.ร.บ. 2.2 ล้านล้านบาทนั้น แม้จะผ่านสภาไปแล้ว พอจะให้ความหวังได้บ้าง แต่ก็มาเกิดกรณีกดบัตรแทนกันจนกระทบต่อกระบวนการออกกฎหมาย ซึ่งอาจทำให้ พ.ร.บ.เงินกู้นี้เป็นโมฆะได้
เหลืออยู่แต่การบริโภค ซึ่งรัฐบาลก็อุตส่าห์ดึงดันขึ้นค่าแรงเป็น 300 บาท แถมยังไล่คนที่สู้ค่าแรงไม่ไหวให้ไปลงทุนประเทศอื่นอีก ซึ่งก็สมใจเพราะเท่าที่ทราบก็ย้ายฐานกันมาก แถม SME (Small – Medium Enterprise) หรือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมก็กระเทือนกันเป็นแถว ไปไหนก็มีแต่คนส่ายหน้า S นั้นปิดตัวไปมากกว่าครึ่ง M ก็ต้องดิ้นรน แถมคนงานที่ได้ 300 บาทนั้น ก็ต้องห่อข้าวมาทาน เพราะทุกอย่างแพงหมด เนื่องจากของขึ้นราคากันเป็นแถวหมด รวมถึงค่าแก๊สด้วย ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะพยายามคุมก็ตาม ก็เป็นอันว่า C ก็พึ่งไม่ได้ สรุปแล้วเครื่องยนต์ 4 เครื่องของเราก็พังพาบหมด
สำนักเศรษฐกิจทั้งหลายจึงต้องรีบปรับเปลี่ยนตัวเลขกันวุ่นวายไปหมด คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า สภาพัฒน์ ก็ลดตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยลงเหลือแค่ 3% จากเดิมที่วางไว้ว่าจะขยายตัว 3.7-4.3% เช่นเดียวกับธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ปรับประมาณการว่าเศรษฐกิจของไทยปี พ.ศ. 2556 จะเจริญเติบโตเพียง 3% จะมีก็แต่กระทรวงการคลังที่ยังยืนยันว่าเศรษฐกิจของไทยปี พ.ศ. 2556 ทั้งปีจะขยายตัว 5% เนื่องจากยังยึดมั่นอยู่กับเงิน 3.5 แสนล้านบาท และ 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งต่อให้ผ่านขวากหนามทั้งหลายมาได้ ผู้เขียนก็ยังสงสัยว่าในเวลาเพียงเดือนเดียวจะนำมาใช้ได้จริงๆ หรือ และการใช้จ่ายนี้จะทำให้เศรษฐกิจที่ขยายตัวเพียง 3.7% ใน 9 เดือนแรกของปี เพิ่มเป็น 5% ได้อย่างไรในเวลาแค่ 2 เดือน สงสัยว่าข้าราชการกระทรวงการคลังที่เคยมีชื่อว่าเก่งกาจในยุทธจักรมาแล้วกระทรวงหนึ่ง ตัวเลขเชื่อถือได้ จะเสียชื่อก็คราวนี้เอง เพราะเป็นข้าราชการที่เอาแต่ทำตามคำสั่ง
หรือไม่เช่นนั้นม็อบก็คงตกเป็นจำเลยฐานทำให้เศรษฐกิจถดถอย แต่ผู้เขียนยังสงสัยว่ารัฐบาลดำเนินการมาตั้งพักหนึ่งแล้วด้วยสารพัดนโยบาย เรียกว่าเฉพาะปีนี้ก็เป็นเวลา 910 เดือนแล้ว ท่ามกลางเสียงคัดค้านของนักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจำนำข้าว เรื่องค่าแรง 300 บาท ฯลฯ ขณะที่เรื่องการชุมนุมเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน น่าจะประมาณสัก 2 อาทิตย์นี้ได้ ดังนั้นการชุมนุม จะมีส่วนมากมายแค่ไหนที่ทำให้เศรษฐกิจฟุบลงได้ มองกันดีๆ ด้วยใจเป็นธรรมแล้ว จะเป็นเพราะม็อบหรือเป็นเพราะการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาลเองกันแน่ที่มีผลให้เศรษฐกิจของประเทศไทยพังได้ถึงขนาดนี้







