
เปิดโมเดลจุฬาฯ ปั้นเด็กปลูกฝังร่วมกิจกรรมสังคม
“เน้นภาษาอังกฤษไปก็ไม่เกิดประโยชน์ ถ้าไม่ได้ใช้ต่อเนื่องก็ลืมอยู่ดี ต้องให้ทักษะอื่นที่จะติดตัวนิสิตไปได้มากกว่า โดยเฉพาะความเข้าใจในการดำรงชีวิต”
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
“เน้นภาษาอังกฤษไปก็ไม่เกิดประโยชน์ ถ้าไม่ได้ใช้ต่อเนื่องก็ลืมอยู่ดี ต้องให้ทักษะอื่นที่จะติดตัวนิสิตไปได้มากกว่า โดยเฉพาะความเข้าใจในการดำรงชีวิต”
นี่คือวิธีคิดของ ธนิต ธงทอง รองอธิการบดี ด้านกิจการนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อการพัฒนานิสิตให้พร้อมเป็นบัณฑิตยุคประชาคมอาเซียน
ธนิต ย้ำว่า นี่อาจเป็นมุมมองที่ต่างจากมหาวิทยาลัยอื่น แต่ศิลปวัฒนธรรมคือสิ่งที่ละเลยไม่ได้ในชีวิตจริง
การพัฒนาศักยภาพนิสิตสู่อาเซียนของจุฬาฯ แบ่งออกเป็น 2 ด้านหลัก ด้านแรก คือ ด้านวิชาการ เป็นการส่งนิสิตไปศึกษาหาความรู้ในประเทศสมาชิกอาเซียน ผ่านทุนการศึกษารูปแบบต่างๆ ซึ่งแต่ละปีมีไม่ต่ำกว่า 100 คน ขณะที่ด้านที่สอง คือ ด้านจิตอาสา จิตสาธารณะ ที่ธนิตให้ความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นพื้นฐานให้นิสิตเรียนรู้สังคมทั้งในและต่างประเทศ
“ถ้าเน้นให้เขาทำกิจกรรมทางสังคม เขาจะเรียนรู้ได้หลากหลาย ได้เครือข่ายเพื่อนในต่างประเทศ ได้รู้ว่าสังคมที่เข้าไปช่วยว่าเป็นอย่างไร ที่สำคัญพอทำวิธีนี้ไประยะหนึ่ง เดี๋ยวทักษะภาษาก็จะตามมาเอง”
รูปแบบแรก คือ การสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยอื่นในอาเซียน แลกเปลี่ยนนิสิตนักศึกษาออกไปทำงานจิตอาสา 1 สัปดาห์ กลุ่มแรกเป็นการนำนักศึกษาต่างชาติมาทำกิจกรรมจิตอาสาร่วมกับนิสิตจุฬาฯ เช่น คิดแคมเปญแล้วออกไปรณรงค์เรื่องโรคเอดส์ในไทยตามจุดต่างๆ ร่วมกัน
อีกกลุ่มหนึ่ง เป็นการร่วมมือกับประเทศหนึ่ง เพื่อไปช่วยเหลืออีกประเทศหนึ่ง เช่น การพานิสิตจุฬาฯ และนักศึกษาสิงคโปร์ไปช่วยชาวบ้านปลูกเห็ดที่ลาว
ทั้งนี้ การช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านยังทำให้เห็นถึงปัญหาที่คาดไม่ถึงอีกด้วย ครั้งหนึ่งเคยให้นิสิตไปทำงานจิตอาสาในสิงคโปร์ คนไทยมักคิดว่าสิงคโปร์เจริญจนไม่มีปัญหาแล้ว แต่จริงๆ ยังประสบปัญหาอยู่บ้าง นิสิตได้พบกลุ่มคนจีนในสิงคโปร์ที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย
สำหรับกิจกรรมลักษณะดังกล่าว จะส่งนิสิตออกไปรอบละประมาณ 50 คน ใช้งบประมาณร่วมกับมหาวิทยาลัยต่างชาติแบบ “At Land Cost” คือเมื่อเด็กอยู่ที่ประเทศใด ประเทศนั้นเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย
รูปแบบที่สอง คือ การจัด ASEAN Camp ของมหาวิทยาลัย โดยชวนนิสิตต่างชาติในมหาวิทยาลัยมาทำกิจกรรมหรือค่ายระยะสั้นกับเด็กไทย ซึ่งจะช่วยทั้งเรื่องศิลปวัฒนธรรมและภาษาไปพร้อมกัน
รูปแบบสุดท้าย คือ จัดค่ายจุฬาฯ คืนเหย้า แต่ละปีจะจัดเดินทางไปกว่า 50 จังหวัด ให้นิสิตจุฬาฯ ไปสอนน้องๆ นักเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในพื้นที่ต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องประชาคมอาเซียน
“การที่จะไปสอนได้ นิสิตต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องประชาคมอาเซียนก่อน ประโยชน์ที่จะเกิดจากค่ายแบบนี้จึงเป็นประโยชน์สองต่อ คือเป็นประโยชน์ต่อทั้งตัวนิสิตของเราที่ได้หาความรู้เชิงลึกเรื่องอาเซียน และประโยชน์ต่อตัวน้องๆ ประถมและมัธยมในต่างจังหวัดที่จะได้เรียนรู้เรื่องอาเซียนด้วย”
นอกจากกิจกรรมทั้งหมดข้างต้นแล้ว จุฬาฯ ในฐานะที่เป็นศูนย์ประสานงานเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน (เอยูเอ็น) ยังได้เป็นผู้ผลักดันให้เกิดการจัด ASEAN Student Leaders Forum ขึ้นเป็นประจำในเดือน มิ.ย.ของทุกปี เป็นการประชุมด้านการพัฒนานิสิตและกิจการนิสิตครั้งแรก ระหว่างมหาวิทยาลัยในเครือข่าย 26 สถาบัน
“ตอนนี้เด็กๆ เริ่มมองอนาคตไปไกลมาก เขาคิดกันถึงขั้นอยากให้มีสภานักศึกษาอาเซียนแล้วด้วย”
ทั้งหมดนี้คือวิธีการพัฒนานิสิตแบบจุฬาฯ เพื่อให้เด็กได้มีทักษะชีวิตที่ดีในอาเซียนผ่านกิจกรรมทางสังคม







