
เอสเอ็มอีแห่
“โซเชียลมีเดีย” ได้กลายเป็นช่องทางสื่อสารระหว่างกลุ่มเพื่อน กลุ่มคนที่มีความสนใจคล้ายคลึงกันของคนยุคใหม่
โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
“โซเชียลมีเดีย” ได้กลายเป็นช่องทางสื่อสารระหว่างกลุ่มเพื่อน กลุ่มคนที่มีความสนใจคล้ายคลึงกันของคนยุคใหม่ ที่เปรียบเสมือนเป็นโลกเสมือนขนาดใหญ่ที่ทุกคนยึดโยงกันเป็นเหมือนใยแมงมุม และโลกเสมือนใบนี้ได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่บรรดาธุรกิจขนาดเล็กนิยมดึงมาใช้ประโยชน์เพื่อโฆษณาสินค้าของธุรกิจให้เป็นที่รู้จัก และยังช่วยให้เข้าถึงลูกค้าเฉพาะกลุ่ม (นิช) อีกด้วย
ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จำนวนมากขึ้นเลือกที่จะหันมาใช้โซเชียลมีเดีย อย่างเช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และลิงก์อิน ในขณะเดียวกัน โซเชียลมีเดียเหล่านี้ก็ได้พัฒนาวิธีการใช้ให้ผู้ใช้สามารถใช้งานเพื่อโฆษณาได้ง่ายขึ้น แม้ว่าจะไม่เคยมีประสบการณ์หรือไม่เคยทำมาก่อน ที่ทำให้ไม่จำเป็นต้องจ้างทีมการตลาดและยังสามารถควบคุมการดูแลการโฆษณาได้ แม้ธุรกิจจะขยายตัวขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น ในเดือนที่ผ่านมา ธุรกิจขนาดเล็กที่โฆษณาบนเฟซบุ๊กเพิ่งจะได้รับวิธีการโปรโมตธุรกิจ ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น โดยเฟซบุ๊กมีตัวช่วย ที่จะให้ธุรกิจสามารถโฆษณาไปที่ลูกค้าที่ยังคงมีการเคลื่อนไหวอบู่บนเฟซบุ๊กตลอด หรือให้ธุรกิจสามารถค้นหาบุคคลที่มีความสนใจใกล้เคียงกับลูกค้าของธุรกิจ
สำหรับเฟซบุ๊ก เปิดเผยว่า จำนวนผู้ที่จ่ายเงินค่าโฆษณาให้บริษัทมีมากกว่า 1 ล้านราย โดยส่วนใหญ่ของจำนวนนี้เป็นเอสเอ็มอี ซึ่งบรรดาธุรกิจเหล่านี้ ก็เล็งเห็นว่าช่องทางโฆษณาทางออนไลน์เป็นโอกาสทางธุรกิจที่ยอดเยี่ยม ขณะที่ทวิตเตอร์ ระบุว่า ธุรกิจขนาดเล็ก 4.5 ล้านธุรกิจได้ใช้บริการของตน โดยธุรกิจที่ใช้ทวิตเตอร์ต่างมีเป้าหมายที่จะเสริมสร้างฐานผู้ติดตาม (ฟอลโลเวอร์) เพื่อแนะนำสินค้าของธุรกิจ อย่างไร ก็ตามทวิตเตอร์ไม่ได้เปิดเผยถึงจำนวนธุรกิจที่จ่ายเงินค่าโฆษณาให้
ขณะเดียวกัน ค่าโฆษณาบนโซเชียลมีเดียยังถูกกว่าการโฆษณาโดยใช้แบนเนอร์ หรือฝากเว็บไซต์ต่างๆ มาก และแม้เฟซบุ๊กไม่ได้เปิดเผยรายได้จากการเปิดให้เอสเอ็มอีโฆษณา แต่คาดว่าเป็นจำนวนมหาศาลที่แต่ละธุรกิจน่าจะจ่ายเงินโดยเฉลี่ยให้เฟซบุ๊กราว 1,000-2,000 เหรียญสหรัฐต่อปี (ราว 3.2 หมื่นบาท6.4 หมื่นบาท) ซึ่งนับเป็นราคาที่ถูกกว่ามาก เมื่อเทียบกับกูเกิลที่อยู่ที่ 1 หมื่นเหรียญสหรัฐต่อปี (ราว 3.2 แสนบาท)
หากอ้างอิงรายงานของอเมริกัน เอกซ์เพรส โอเพ่น สมอล บิสสิเนส มอนิเตอร์ จะเห็นได้ว่า จำนวนธุรกิจที่ใช้เฟซบุ๊กนั้นปรับตัวขึ้นอย่างมากจากปีที่แล้ว โดยมาอยู่ที่ 37% จาก 23% ส่วนจำนวนธุรกิจที่ใช้ทวิตเตอร์และลิงก์อินก็เพิ่มขึ้นมากกว่า 50%
สอดคล้องกับ ไบรอัน วีเซอร์ นักวิเคราะห์ของพิเวิท รีเสิร์ช อิงก์ บริษัทวิจัยข้อมูลเพื่อการลงทุนของแคนาดา กล่าวว่า การโฆษณาของธุรกิจขนาดเล็กบนเฟซบุ๊กนั้นขยายตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสื่อสังคมออนไลน์ยอดฮิตดังกล่าวมีผู้ใช้จำนวนมากกว่า 1,000 ล้านคน ซึ่งทำให้บริษัทที่ทำธุรกิจเฉพาะกลุ่มสามารถ ใช้เฟซบุ๊กเพื่อหาลูกค้าที่มีความสนใจในสินค้าได้จาก ทั่วโลก และยังสามารถทำให้ธุรกิจกลายเป็นแบรนด์สินค้าชื่อดังระดับชาติหรือระดับโลกได้เลยทีเดียว
ยกตัวอย่างเช่น “เทลสปิน เบรสลิท” ธุรกิจผู้ผลิตกำไรที่ทำจากหางม้าของลูกค้า ที่การโฆษณาบนเฟซบุ๊กได้ช่วยให้ธุรกิจสามารถเจาะไปที่กลุ่มคนที่ชื่นชอบม้ามาก กว่า 5 ล้านคนทั่วโลก หรืออย่าง “ดีวาส์ สโนว เกียร์” ซึ่งเป็นธุรกิจผู้ผลิตรถเล็กสำหรับวิ่งบนหิมะ สำหรับ ผู้หญิง ก็ได้หันมาใช้โซเชียลมีเดีย หลังจากพบว่า การโฆษณาแบบดั้งเดิมทำให้ไม่สามารถเข้าถึงกลุ่ม เป้าหมายได้ โดยภายหลังจากการใช้เฟซบุ๊กที่มุ่งเจาะไปที่กลุ่มผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีหิมะตก ได้ทำธุรกิจขยายตัว 500% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
ขณะที่ “4505 มีทส์” ธุรกิจร้านอาหารในสหรัฐ ที่เพิ่งเปิดตัวเมนูอาหารสุดพิเศษ “เตอร์ดัคเก้น” ที่นำไก่ใส่เข้าไปในเป็ด และนำเป็ดใส่เข้าไปในไก่งวงอีก ก็ได้ใช้ทวิตเตอร์ในการโปรโมตสินค้า ซึ่ง ไรอัน ฟารร์ เจ้าของธุรกิจ กล่าวว่า หากไม่ได้ใช้ทวิตเตอร์ก็คงจะไม่มีธุรกิจในวันนี้







