
ทันสถานการณ์
เปิดคูหาขายข้าวหอมที่สุวรรณภูมิ
เปิดคูหาขายข้าวหอมที่สุวรรณภูมิ
นายยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ องค์การคลังสินค้า (อคส.) ได้จับมือ บริษัท ท่าอากาศยานไทย และบริษัท คิงเพาเวอร์ เปิดคูหาประชาสัมพันธ์อาหารไทยและขายข้าวหอมมะลิชนิดถุงให้ชาวต่างชาติซื้อเป็นของฝาก ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เริ่มเปิดบริการแล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 28 ก.พ. 2557 เพื่อโปรโมทข้าวหอมมะลิไทยให้ต่างชาติได้ รู้จักกว้างขวางมากยิ่งขึ้น เป็นการตอกย้ำว่าข้าวหอมมะลิไทยเป็นสินค้าที่มีเอกลักษณ์ด้านรสชาติและกลิ่นที่หอมที่ต่างจากข้าวชนิดอื่นๆ ในโลก สามารถผลิตได้ในประเทศไทยเท่านั้น ทำให้ข้าวหอมมะลิไทยได้รับความนิยมมากขึ้นทุกวัน ในขณะที่อาหารไทยและธุรกิจบริการอาหารไทยก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางเช่นกัน
สำหรับคูหาข้าวหอมมะลิไทยจะเปิดให้บริการ ณ บริเวณทางออกขึ้นเครื่องบินฝั่งทิศตะวันออกและทางออกขึ้นเครื่องบินฝั่งทิศตะวันตก มีบริษัทที่เข้าร่วมจัดจำหน่าย ได้แก่ องค์การคลังสินค้า บริษัท ปทุม ไรซมิล แอนด์ แกรนารี (ข้าวตรามาบุญครอง) บริษัท เจียเม้งมาร์เก็ตติ้ง (ข้าวตราหงษ์ทอง) บริษัท ซี.พี. อินเตอร์เนชั่นแนล (ข้าวตราฉัตร) เป็นต้น
เอกชนให้เร่งทำเอฟทีเอไทยตุรกี
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและประธานสภาธุรกิจไทย ตุรกี เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศตุรกีได้เร่งรัดให้ไทยพิจารณาทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างไทยตุรกี โดยเร็ว เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าเบื้องต้นตั้งเป้าให้มีการนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างกันให้ได้ขาละไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากปัจจุบันไทยส่งออกไปตุรกีปีละ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ตุรกีส่งสินค้ามาไทยเพียงปีละ 800 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับสินค้าไทยที่จะได้ประโยชน์ คือ กลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ไทยมีปัญหาเรื่องการทุ่มตลาด (เอดี) จำนวนมาก ทั้งนี้ เชื่อว่าเอฟทีเอไทยตุรกีจะช่วยเพิ่มมูลค่าการ ส่งออกสินค้าในระยะยาวได้ดีขึ้น ถือเป็นช่องทางหนึ่งในการพัฒนาตลาดสินค้าของไทย
ราชบุรีฯ กู้สร้างโรงไฟฟ้าในลาว
นายพงษ์ดิษฐ พจนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง เปิดเผยว่า โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเซเปียนเซน้ำน้อย กำลังผลิต 410 เมกะวัตต์ ใน สปป.ลาว สามารถจัดหาเงินกู้ 22,134 ล้านบาท และจัดหาผู้รับผิดชอบด้านวิศวกรรมและก่อสร้างโครงการเรียบร้อยแล้ว และจะเริ่มก่อสร้างในปลายปี 2556 ใช้เวลาประมาณ 5 ปี กำหนด เดินเครื่องเชิงพาณิชย์ปี 2561 สำหรับไฟฟ้าที่ผลิต ได้ 90% ของกำลังผลิตติดตั้ง หรือประมาณ 370 เมกะวัตต์ จะจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะเวลา 27 ปี ส่วนที่เหลือจะขายให้กับการไฟฟ้าลาว
โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเซเปียนเซน้ำน้อย ตั้งอยู่แขวงอัตตะปือ และแขวงจำปาสัก มูลค่าประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท ใช้เงินทุนจากผู้ถือหุ้นประมาณ 9,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนทุนของบริษัทประมาณ 2,400 ล้านบาท ที่เหลือมาจากเงินกู้ โดยเมื่อวันที่ 28 พ.ย. โรงไฟฟ้าพลังน้ำเซเปียนเซน้ำน้อย ได้ลงนามสัญญากู้ 22,134 ล้านบาท กับธนาคารกรุงไทย ธนชาติ กรุงศรีอยุธยา และธนาคาร เพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หากก่อสร้างเสร็จ กระแสไฟฟ้าจะส่งผ่านระบบสายส่ง 500 กิโลโวลต์ไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยอุบลราชธานี เพื่อเสริมระบบไฟฟ้าของภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น







