
Yield Curve ลดลงตลอดทั้งเส้น หลังธปท. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (25-29 พ.ย. 2556) มีมูลค่ารวม 313,858 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 62,772 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 16%
ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (25-29 พ.ย. 2556) มีมูลค่ารวม 313,858 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 62,772 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 16%
ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้ว จะพบว่ากว่า 64% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 201,011 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 78,581 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 3,581 ล้านบาท หรือคิดเป็น 25% และ 1% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB196A (อายุ 5.5 ปี) LB176A (อายุ 3.5 ปี) และ LB155A (อายุ 1.5 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 31,668 ล้านบาท 15,284 ล้านบาท และ 8,226 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย คือ รุ่น CB13D17A (อายุ 14 วัน) CB13D11A (อายุ 15 วัน) และ CB14109A (อายุ 41 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 23,672 ล้านบาท 19,633 ล้านบาท และ 15,904 ล้านบาท ตามลำดับ
ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท ทางด่วนกรุงเทพ รุ่น BECL144A (A) มูลค่าการซื้อขาย 663 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท ไทยออยล์ รุ่น TOP142A (AA(tha)) มูลค่าการซื้อขาย 349 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท ซีพี ออลล์ รุ่น CPALL16OB (A+(tha)) มูลค่าการซื้อขาย 225 ล้านบาท
เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) ปรับตัวลดลงตลอดทั้งเส้น ในช่วงประมาณ7 ถึง 24 Basis Point (100 Basis Point มีค่าเท่ากับ 1%) ภายหลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ 2.25% ซึ่งอยู่เหนือความคาดหมายของตลาด โดยให้เหตุผลว่า เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังอยู่ในภาวะชะลอตัว ซึ่งจะเห็นได้จากตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ปี 2556 ที่ขยายตัวต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้มาก และยังไม่มีสัญญาณที่จะฟื้นตัว ประกอบกับแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำ กนง.จึงสามารถผ่อนคลายนโยบายทางการเงินเพิ่มเติมได้ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก (ราคาพันธบัตรเพิ่มขึ้น) โดยเฉพาะในตราสารระยะสั้น ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย นอกจากนี้ กนง. ยังได้ปรับลดประมาณการ GDP ปีนี้ลง จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตที่ 3.7% เหลือ 3% และปี 2557 จากเดิม 4.8% เหลือ 4% ทั้งนี้ นักลงทุนยังคงต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงต่อไปอย่างใกล้ชิด
ในสัปดาห์นี้นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิ ในตราสารหนี้ทุกประเภท (ทั้งระยะสั้นและระยะยาว) รวมกัน 4,660 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 2,175 ล้านบาท และขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุคงเหลือน้อยกว่า 1 ปี) 2,485 ล้านบาท ทางด้านนักลงทุนรายย่อยมียอดขายสุทธิ 22 ล้านบาท







