
ฝ่าดงตีนคิดบวก...บ้าแล้ว!!
ผมเองก็เป็นคนรุ่นใหม่คนหนึ่งที่ไม่ได้แตกต่างจากคนอื่นๆ ผมเริ่มงานในองค์กรที่มีพนักงานหลักหมื่น แน่นอนมันเป็นเรื่องยากมากๆ ที่เราจะสามารถแสดงความสามารถในองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นองค์กรที่มีธุรกิจแข็งแกร่งอยู่แล้ว แถมอยู่ในตลาดหุ้น ซึ่งเราก็ทราบๆ กันดีว่า ธุรกิจที่สามารถเข้าตลาดหุ้นได้ ก็แสดงว่าธุรกิจนั้นสามารถ Set ระบบให้ธุรกิจแยกขาดจากเจ้าของได้ลองแปลความหมายดีๆ นะ ...ผมกำลังจะชี้ให้คุณเห็นว่าธุรกิจที่เข้าตลาดได้ต้องแยกออกจากเจ้าของได้ คือ แม้แต่เจ้าของยังไม่ได้มีความสำคัญ เพราะมันแยกกันแล้ว ...แล้วถามจริงๆ ใครจะสำคัญอีก คุณคิดว่าคุณสำคัญจริงๆ หรือ
ผมเองก็เป็นคนรุ่นใหม่คนหนึ่งที่ไม่ได้แตกต่างจากคนอื่นๆ ผมเริ่มงานในองค์กรที่มีพนักงานหลักหมื่น แน่นอนมันเป็นเรื่องยากมากๆ ที่เราจะสามารถแสดงความสามารถในองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นองค์กรที่มีธุรกิจแข็งแกร่งอยู่แล้ว แถมอยู่ในตลาดหุ้น ซึ่งเราก็ทราบๆ กันดีว่า ธุรกิจที่สามารถเข้าตลาดหุ้นได้ ก็แสดงว่าธุรกิจนั้นสามารถ Set ระบบให้ธุรกิจแยกขาดจากเจ้าของได้ลองแปลความหมายดีๆ นะ ...ผมกำลังจะชี้ให้คุณเห็นว่าธุรกิจที่เข้าตลาดได้ต้องแยกออกจากเจ้าของได้ คือ แม้แต่เจ้าของยังไม่ได้มีความสำคัญ เพราะมันแยกกันแล้ว ...แล้วถามจริงๆ ใครจะสำคัญอีก คุณคิดว่าคุณสำคัญจริงๆ หรือ
ถ้าวันนี้คุณลาออก คุณคิดหรือว่าบริษัทเขาจะหาคนมาแทนคุณไม่ได้ พรุ่งนี้เขาหาไม่ได้ เดี๋ยววันต่อๆ ไปก็หาได้ แล้วสุดท้ายคนที่มาทำงานแทนคุณอาจดียิ่งกว่าคุณก็ได้ ...ครับ!! ผมอยากจะเตือนคนเก่งๆ ทั้งหลายว่า “อย่าสำคัญตนผิด” เพราะในโลกนี้คุณไม่ได้เก่งหรือวิเศษวิโสมากกว่าคนอื่นสักเท่าไหร่ ไอ้การที่คุณได้มายืนในจุดที่คุณยืน มันแปลว่าคุณได้รับโอกาสที่ดีกว่าจริงไหม
แต่ ...เรื่องของโอกาส คนส่วนใหญ่ก็มองผิด ดันไปคิดว่าโอกาสมันเกิดจากหนึ่งพ่อแม่รวย สอง ดวงมันดี ประกอบกัน สองข้อก็เลยได้อยู่ในโอกาสที่คนอื่นไม่มี ...คุณคิดว่ามันง่ายแค่นั้นจริงหรือ ถ้ามันง่ายแบบนั้นก็แปลว่าลูกคนรวยต้องประสบความสำเร็จทุกคน และลูกคนจนต้องเป็นยาจก ...แต่ในสังคมจริงๆ ไม่ได้เป็นแบบนั้น โดยเฉพาะยุคนี้ ที่ SelfMadeแบบสร้างตัวจากศูนย์มีให้เห็นตัวอย่างกันกลาดเกลื่อน แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่เลือกที่จะรู้ว่า จริงๆ แล้วโอกาสมันเกิดจากเราสร้างให้มันเกิด...ไม่ใช่ การนั่งรอให้โอกาสมาเหมือนคนซื้อหวย แล้วรอถูก ...ชาติหน้าเถอะครับ!!
เอาล่ะ เข้าประเด็นการสร้างโอกาสให้ตัวเอง ...อย่างที่บอกไปแล้วว่าในตลาดหุ้นมันเน้น Know How ก็ใช้สูตร “เก่ง กล้า อดทน” ก็จบ เดี๋ยวรวยเอง ...แต่ถ้าในชีวิตการทำงานหรือชีวิตจริงในสังคมอุดมตีนแบบไทยๆ (ใครล้มเจอตีนซ้ำ) มันเน้นเรื่อง Know Who มากกว่า Know How ดังนั้น สูตรการสร้างโอกาสต้องเปลี่ยนเป็น ดังนี้
“เก่ง อดทน และมีน้ำใจ” ...ใช่!! มี 3 ข้อเหมือนกัน
เริ่มจาก “เก่ง” ที่ว่าเก่ง วัดกันที่ผลงานไม่ได้วัดที่ใบปริญญา หรือสถาบันการศึกษาที่จบมา แต่วัดจากความเชี่ยวชาญในวิชาชีพที่ทำ ...ถ้าใครทำงานของตัวเองได้อย่างเชี่ยวชาญ รู้จริง ทะลุปรุโปร่ง ขนาดที่ว่า เพื่อนๆ ร่วมงานต้องมาปรึกษา ลูกค้ายกนิ้วให้ อันนี้ผมถือว่าคุณเก่ง ...แต่คุณเชื่อไหมว่าสังคมอุดมตีนแบบไทยๆ ไม่ได้ให้โอกาสคนเก่งอย่างเดียว เพราะถ้าเก่งอย่างเดียวมักจะโดนหลอกใช้ หลอกให้ทำงานเป็นควาย แล้วสุดท้ายถ้าพลาดก็โดนสมน้ำหน้าซ้ำ ดังนั้น “เก่ง” อย่างเดียวยุคนี้เอาตัวไม่รอดแน่นอน
สิ่งที่จะช่วยคนเก่งให้เอาตัวรอดคือ “อดทน” อันนี้ขัดกับจริตของคนยุคใหม่มากๆ เพราะชีวิตเราอยู่กับ Now คือผมต้องการเดี๋ยวนี้!! ดังนั้น จุดนี้แหละเป็นจุดอ่อนที่คนรุ่นใหม่ทำไม่ได้ ถ้าคนรุ่นใหม่คนไหนทำได้ จึงกลายเป็นจุดเด่นขึ้นมาทันที ...คนเก่งที่มีความอดทนจะกลายเป็นจุดเด่น แตกต่าง แต่บอกตรงๆ ว่า แค่เก่งแล้วอดทน ก็ยังไม่พอในยุคปัจจุบัน
ใช่!! แม้คุณจะมีทั้งความเก่งและความอดทน ก็ใช่ว่าคุณจะเอาชนะความหมั่นไส้ และความอิจฉาของสังคมปัจจุบันด้วย ...ชีวิตของคนที่มีสองข้อนี้อาจจะเป็นแบบดาวพระศุกร์ คือ ถูกส่งไปในซ่อง ถูกดูถูกเหยียดหยาม ดูแคลนต่างๆ และโดนคนรอบข้างคอยขัดขา และรอโอกาสในการเหยียบคุณซ้ำเวลาคุณล้ม
สังเกตไหมว่า คนเก่งๆ โดยเฉพาะถ้าหน้าตามันดีมันจะโดนเหยียบซ้ำเวลาผิดพลาด เพราะทุกคนพร้อมจะเกลียดและอิจฉาคนที่ Perfect แบบคุณอยู่แล้ว
ดังนั้น “ความมีน้ำใจ” จึงต้องเป็นคาถาสุดท้าย ที่คนเก่งและอดทน ต้องเอาไปใช้ด้วย
โถ!! ความมีน้ำใจจะมีประโยชน์อะไรในยุคของคนใจแคบแบบนี้ ...วันนี้ใครมีน้ำใจก็โดนเหยียบตาย ...ไม่มีวันได้ผุดได้เกิด ...เอาล่ะ คุณคิดว่าไง “คุณคิดว่า การมีน้ำใจ จะช่วยให้คุณได้รับโอกาส และความสำเร็จได้จริงหรือ” ...ฝากโจทย์ “เก่ง อดทนและมีน้ำใจ” ...คาถาของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการโอกาสและประสบความสำเร็จ เดี๋ยวคราวหน้าเรามาดูเรื่อง “น้ำใจ” กับโอกาสมัน Work โคตร เดี๋ยวคุยกัน!!







