
ถอดรหัสอีโคคาร์ 2 ภารกิจดันยอดผลิต 3 ล้านคัน
อีโคคาร์ถูกวางให้เป็นโปรดักต์แชมเปี้ยนตัวที่ 2 ของอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยต่อจากรถกระบะ
โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์
อีโคคาร์ถูกวางให้เป็นโปรดักต์แชมเปี้ยนตัวที่ 2 ของอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยต่อจากรถกระบะ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการผลิตรถยนต์ 3 ล้านคัน รัฐจึงผลักดันให้เกิดอีโคคาร์เฟส 2 ขึ้นมาเป็นตัวกระตุ้นตลาด ซึ่งโครงการดังกล่าวจะเป็นเฟืองจักรในการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายได้หรือไม่ สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทยได้จัดสัมมนาในหัวข้อ “อีโคคาร์ เฟส 2 สานฝันยานยนต์ไทยสู่ 3 ล้านคัน” เพื่อไขข้อข้องใจดังกล่าว
อุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้กล่าวถึงทิศทางในอนาคตของโปรดักต์แชมเปี้ยนตัวที่ 2 ของประเทศไทยอย่างรถยนต์อีโคคาร์ว่า หลังจากได้มีการบุกเบิกตั้งแต่ปี 2550 จากการเล็งเห็นถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่ต้องมีการขยับขยาย นอกเหนือจากโปรดักต์แชมเปี้ยนตัวแรกคือรถกระบะ
การเริ่มต้นผลิตรถยนต์และเปิดตัวออกสู่ตลาดคันแรกของอีโคคาร์เฟส 1 เกิดขึ้นในปี 2553 ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์ใหม่ที่เปิดให้ประชาชนในประเทศไทยได้รับรู้ถึงการสร้างเทรนด์ใหม่ของรถยนต์นั่งขนาดเล็กที่ใช้เทคโนโลยีที่มีคุณภาพและประหยัดพลังงาน จนกระทั่งถึงปัจจุบันที่มีออกสู่ตลาดแล้วถึงจำนวน 8 รุ่น ทั้ง4 ประตูซีดาน และ 5 ประตูแฮตช์แบ็ก
การเติบโตของตลาดรถยนต์อีโคคาร์ในประเทศ รวมถึงการส่งออกในวันนี้ทำให้มั่นใจได้ว่าการสนับสนุนการลงทุนตั้งแต่เริ่มแรกนั้นมาถูกทางอย่างแน่นอน และเมื่อกำลังการผลิตของแต่ละบริษัทเริ่มเต็มจึงไม่รอที่จะให้กำลังการผลิตเต็มเสียก่อนจึงจะมีการเปิดโครงการในเฟสที่ 2 ซึ่งช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ดีในการเปิดการส่งเสริมโครงการดังกล่าวในเฟสที่ 2 ซึ่งจะมีระยะเวลาสิ้นสุดโครงการถึงวันที่ 31 มี.ค. 2557 เพื่อให้แต่ละรายตัดสินใจลงทุน
“เชื่อมั่นว่าการส่งเสริมการลงทุนดังกล่าวจะทำให้ผู้ผลิตเกิดการลงทุนใหม่ เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมเติบโตรองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ตามการให้ความสำคัญกับโครงการดังกล่าวของรัฐบาล” เลขาฯ บีโอไอ กล่าว
ขณะที่ ศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ เห็นว่า ก่อนหน้าที่จะเริ่มโครงการอีโคคาร์ในเฟสแรกได้มีการศึกษารายละเอียดและโครงสร้างก่อนเสมือนการคลอดลูกคนแรกที่ต้องเตรียมตัวเยอะ แต่พอมาโครงการในเฟสที่ 2 ก็เหมือนการคลอดก่อนกำหนด เพราะอยู่ดีๆ ก็มีการคลอดออกมาโดยที่ลูกคนแรกยังไม่ทันเดินได้เลยเสียด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม มองว่าในช่วง 23 ปีต่อจากนี้ มีแนวโน้มที่จะผลิตได้ 3 ล้านคัน แม้ปัจจุบันจะมีเหตุการณ์ที่อาจจะกระทบเป้าหมายนั้น แต่อาจจะเป็นระยะสั้นเท่านั้น
สำหรับตลาดรถยนต์อีโคคาร์ในปี 2556 คาดว่าจะมียอดจำหน่ายอยู่ที่ 1.7 แสนคัน โดยใน 10 เดือนแรกยอดขายอยู่ที่ 1.46 แสนคัน ซึ่งเมื่อเทียบอัตราเติบโตของส่วนแบ่งทางการตลาดของอีโคคาร์ย้อนหลัง ตั้งแต่ปี 2553 ที่มีอัตราส่วนอยู่ที่ 2% ของตลาดรถยนต์ในประเทศ เริ่มเพิ่มขึ้นเป็น 6% ในปี 2554 และ 11% ในปี 2555 และคาดว่าในปี 2556 จะอยู่ที่ 13% โดยมียอดผลิตสะสมตั้งแต่เริ่มโครงการอยู่ที่ 712,292 คัน และมียอดขายสะสมตั้งแต่เริ่มต้นโครงการอยู่ที่ 369,509 คัน
เพียงใจ แก้วสุวรรณ นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กล่าวว่า ความยากของโครงการในระยะที่ 2 ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทที่จะมีผลิตภัณฑ์ที่สามารถเข้าร่วมได้หรือไม่ เพราะการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่นไม่ได้เหมือนการขายขนม ซึ่งถ้าหากผลิตภัณฑ์และระยะเวลาเข้าร่วมโครงการสอดคล้องกันก็น่าจะมีผู้เข้าร่วมโครงการหลายราย โดยเงื่อนไขการเปิดรับสมัครในเฟสที่ 2 เป็นเงื่อนไขที่ค่อนข้างเข้มงวดมาก
ประกอบกับการลงทุนของแต่ละรายที่จะต้องมีการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ ซึ่งเมื่อเทียบดูปกติแล้ววงจรผลิตภัณฑ์ (ไลฟ์ไซเคิล) ของรถยนต์นั่งอยู่ในระดับ 3-4 ปี ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสม หลังจากนั้นจะต้องมีการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 1 แสนคัน ตามเงื่อนไขของโครงการดังกล่าวที่วางไว้
นอกจากนี้ โครงการในเฟสที่ 2 ยังเป็นช่วงเวลาทับซ้อนกับโครงการเฟสที่ 1 อยู่บ้าง แต่ยังเป็นโชคดีที่ยังเปิดโอกาสให้ 5 บริษัท ที่อยู่ในเฟสที่ 1 ได้มีโอกาสเข้าร่วม
อย่างไรก็ตาม หากสามารถเดินไปสู่เป้าหมายผลิตได้ 3 ล้านคัน อันดับในการผลิตของประเทศไทยในเวทีโลกก็จะขยับขึ้นจากอันดับที่ 10 ในปัจจุบันขึ้นไปเป็นตัวเลขหลักเดียว แต่อยากให้รัฐบาลมองถึงการแข่งขันในธุรกิจประกอบกับตลาดที่จะเติบโตไปนั้นสอดคล้องกันหรือไม่







