
ประตูอาเซียนเปิดแล้ว
นายสถิตย์ เล่าว่า ในการประชุมรอบนี้มีนาย Van Ninh Vu รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และนาย Xuren Xie สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประธานร่วมการประชุม
ผลการประชุมครั้งนี้ คือ 1.ที่ประชุมรับทราบรายงานภาวะเศรษฐกิจของภูมิภาค และเศรษฐกิจรายประเทศ ตลอดจนความเสี่ยงและประเด็นท้าทายต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อภูมิภาค ที่นำเสนอโดยนาย Haruhiko Kuroda ประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank : ADB)
ทั้งนี้ ADB รายงานต่อที่ประชุมว่า เศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มอาเซียนบวก 3 ได้ฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจแล้ว และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างรวดเร็วในปี 2553 (Better Than
“VShape” Recovery) โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และการขยายตัวของการส่งออกของประเทศในกลุ่มอาเซียนบวก 3ADB คาดการณ์ว่า ในปี 2553 เศรษฐกิจอาเซียนบวก 3 จะขยายตัว 5% จากที่มีการขยายตัวเพียง 0.9% ในปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความท้าทายทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากปัจจัยต่างๆ เช่น การฟื้นตัวไม่เต็มที่ของเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้ว การชะลอการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน และความผันผวนของการไหลเข้าของเงินทุนสู่ภูมิภาค
ADB เห็นว่าความร่วมมือระหว่างประเทศต่างๆ ในภูมิภาคในการสอดส่องและกำกับดูแลเศรษฐกิจและการเงินร่วมกันจะเป็นปัจจัยสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีการหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจของภูมิภาคและรายประเทศ โดยเห็นว่าประเทศสมาชิกควรมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการกำหนดนโยบายและความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงินของภูมิภาค
2.สำหรับความคืบหน้าของมาตรการริเริ่มพัฒนาตลาดพันธบัตรเอเชีย (Asia Bond Markets Initiative : ABMI) ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบ โดยเห็นชอบการจัดตั้งกลไกการค้ำประกันเครดิตและการลงทุน (Credit Guarantee and Investment Facility : CGIF) วงเงิน 700 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเงินทุนจะมาจากประเทศสมาชิกอาเซียนบวก 3 และ ADB
กลไก CGIF จะให้บริการโดยทำหน้าที่เป็นผู้ค้ำประกันพันธบัตรให้แก่ภาคเอกชน ซึ่งจะช่วยให้ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น และเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการเพิ่มอุปทานของพันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่นในภูมิภาค
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบให้มีการจัดตั้ง ASEAN +3 Bond Market Forum (ABMF) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากฎระเบียบและแนวทางปฏิบัติของการทำธุรกรรมข้ามพรมแดนให้มีมาตรฐานเดียวกัน รวมถึงให้ความเห็นชอบการจัดตั้ง Technical Working Group on Regional Settlement Intermediary (RSI) เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการพัฒนาระบบการชำระราคาและการส่งมอบหลักทรัพย์ และศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง RSI ร่วมกัน
3.ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าของมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี (Chiang Mai Initiative Multilateralisation : CMIM) และได้มีการประกาศความสำเร็จการจัดตั้ง CMIM โดยความตกลงได้มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2553
ทั้งนี้ CMIM จะเป็นกลไกสำคัญของภูมิภาคในการรองรับความผันผวนทางการเงินของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนบวก 3 ในกรณีที่ประสบปัญหาดุลการชำระเงินหรือขาดสภาพคล่องในระยะสั้น
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบในประเด็นหลักของการจัดตั้งสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียนบวก 3 หรือ AMRO (ASEAN +3 Macroeconomic Research Office) ซึ่งจะทำหน้าที่วิเคราะห์และตรวจสอบสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอาเซียนบวก 3 และสนับสนุนกลไกของ CMIM
หน่วยงานนี้จะจัดตั้งที่ประเทศสิงคโปร์ และคาดว่าจะเริ่มการดำเนินงานได้ภายในต้นปี 2554 จากเดิมที่คาดว่าจะตั้งในประเทศไทย
4.ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันในการขยายขอบข่ายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงินของภูมิภาค โดยเห็นชอบให้มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อร่วมกันกำหนดประเด็นความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนบวก 3 ในอนาคต
พร้อมทั้งจัดลำดับความสำคัญของประเด็นต่างๆ เนื่องจากในปัจจุบันความร่วมมือภายใต้มาตรการริเริ่มต่างๆ มีความคืบหน้าและมีผลสำเร็จลุล่วงในหลายมาตรการ
ทั้งนี้ การประชุม AFMM +3 ครั้งต่อไปมีกำหนดจัดขึ้นในช่วงต้นเดือน พ.ค. 2554 ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมีอินโดนีเซียและญี่ปุ่นเป็นประธานร่วม







