posttoday
ผลกระทบต่อธุรกิจของพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ โมฆะหรือไม่ผูกพัน

ผลกระทบต่อธุรกิจของพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ โมฆะหรือไม่ผูกพัน

04 พฤษภาคม 2553

 

 

....กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

ข้อสังเกต ผมไม่เห็นด้วยกับผลของคดีนี้เพราะคดีนี้ในที่สุดเอกชนก็ไม่สามารถเยียวยาความเสียหายได้ เนื่องจากไม่ได้ฟ้องภายในกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ในทางปฏิบัติ ผมเห็นว่าเป็นการยากที่เอกชนจะรู้ได้ว่าระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่ที่เอกชนรู้หรือควรรู้เหตุแห่งการฟ้องคดีเริ่มนับเมื่อใด เพราะศาลบอกว่าต้องทราบตั้งแต่ประกาศเชิญชวนซึ่งในความเป็นจริงแล้วจะทำได้อย่างไร หากภาครัฐบอกว่ากรณีดังกล่าวไม่ต้องเข้าเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน กว่าจะรู้เหตุการณ์ล่วงเลยไปมากแล้ว เอกชนจะไปเรียกร้องความเป็นธรรมจากที่ใดโดยเฉพาะเอกชนผู้สุจริต ศาลควรนำหลักสุจริตและประโยชน์สาธารณะมาใช้ ไม่ใช่มุ่งคุ้มครองฝ่ายรัฐฝ่ายเดียว

(2) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่ สปน. ฟ้องไอทีวีฐานผิดสัญญา (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 774/2550) สืบเนื่องจากที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ทำให้ไอทีวีต้องชำระค่าตอบแทน ค่าปรับ พร้อมดอกเบี้ยให้แก่ สปน. และไอทีวีมิได้ชำระหนี้ดังกล่าวข้างต้นภายในระยะเวลาที่กำหนด สปน. จึงได้ฟ้องศาลปกครองขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ไอทีวีชำระหนี้ดังกล่าว พร้อมทั้งชำระเงินตามมูลค่าทรัพย์สินที่ไอทีวีส่งมอบให้แก่ สปน. น้อยกว่าที่กำหนดในสัญญา พร้อมทั้งดอกเบี้ยและคืนค่าธรรมเนียมศาลให้แก่ สปน.

ในคดีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยว่า เนื่องจากกรณีนี้เป็นกรณีมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญา ซึ่ง สปน.และไอทีวีได้แสดงเจตนาโดยสมัครใจตกลงทำสัญญาดังกล่าวและได้กำหนดข้อสัญญาไว้ในสัญญาข้อหนึ่งว่าในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญา คู่สัญญาตกลงแต่งตั้งคณะอนุญาโตตุลาการขึ้นทำการวินิจฉัยข้อพิพาทดังกล่าว และให้คำตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นที่สุด และผูกพันคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย คำฟ้องของ สปน.ในกรณีนี้จึงเป็นการฟ้องเกี่ยวกับข้อพิพาทตามสัญญาอนุญาโตตุลาการ ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความเพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ และเมื่อมีคำสั่งจำหน่ายคดีแล้ว จึงไม่พิจารณาคำร้องขอบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาของ สปน. อีก

อนึ่ง ในคดีนี้มีประเด็นว่า หาก สปน.ได้ดำเนินการนำข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการเพื่อเรียกค่าเสียหายจากไอทีวีแล้ว ไอทีวีจะสามารถฟ้องแย้งในกรณีที่ สปน. ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ และนำไปสู่การเลิกสัญญาเข้าร่วมงานกับไอทีวี ทำให้ไอทีวีได้รับความเสียหายได้หรือไม่ เนื่องจากประเด็นข้อพิพาทนี้ ไอทีวีได้นำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองเมื่อสิ้นสุดอายุความแล้ว ศาลปกครองสูงสุดจึงได้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น เรื่องนี้คงต้องรอดูการวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการต่อไปว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร ผู้เขียนอยากลองเอาตัวท่านผู้อ่านเป็นเกณฑ์ว่า หากท่านเป็นผู้ถือหุ้นของ ITV จะไปเรียกร้องเรื่องนี้ได้จากใครในเรื่องนี้ทางที่ถูกคือรัฐควรจะไปดำเนินการแก้ไขความไม่ถูกต้องเพื่อประโยชน์ของรัฐ (โดยไม่ถูกฟ้องร้อง) และสาธารณประโยชน์ (ผู้ถือหุ้นและผู้ชม) ได้หรือไม่ คำถามนี้ไม่มีคำตอบคือต้องรอดูว่าผลในอนาคตจะเป็นเช่นไรในอนาคต

(3) กรณีเทียบเคียงของศาลต่างประเทศกับคดีไอทีวี : หน่วยงานของรัฐต้องรับผิด เคยมีคดีปกครองทำนองเดียวกันในต่างประเทศคือ ประเทศฝรั่งเศส โดยกรณีดังกล่าวเป็นการให้เอกชนได้รับสัมปทานสิทธิเคเบิลทีวีของเทศบาลเมืองวิทเทล (Vittel) ที่ศาลฝรั่งเศส (ปี ค.ศ. 2000) พิพากษาให้หน่วยงานของ (เทศบาล) ต้องรับผิดจากความผิดพลาดที่ไม่ได้แจ้งมติในหน่วยงานตามกฎหมายปกครองท้องถิ่น โดยศาลฝรั่งเศสเห็นว่าความเป็นโมฆะของสัญญาทางปกครองเป็นผลจากความผิดฝ่ายปกครอง คู่สัญญาอีกฝ่ายเรียกร้องให้ฝ่ายปกครองชดใช้ค่าเสียหายได้ (กฎหมายฝรั่งเศสมีเรื่องการโมฆะกรรมทางปกครอง) (รายละเอียดดู, คำพิพากษาศาลต่างประเทศ, วารสารวิชาการศาลปกครอง ปีที่ 9 ฉบับที่ 1 (มกราคมเมษายน 2552, หน้า 118123)

4.3 ความรับผิดอย่างอื่น นอกจากนี้ ตามหลักสุจริตเอกชนสามารถอ้างได้ว่า ตนเชื่อโดยสุจริตถึงการทำสัญญาดังกล่าว ตามหลักการคุ้มครองความเชื่อโดยสุจริตของประชาชน (Legitimate Expectations Protection) ซึ่งมีหลักการว่า ผู้ที่เชื่อโดยสุจริตจะต้องไม่เสียหายจากการกระทำทางปกครองของรัฐ ตามบทบัญญัติของกฎหมายไทย ก็มีหลักการนี้ปรากฏอยู่เช่นกัน ในมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กล่าวคือในกรณีที่มีการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองเพราะเหตุบางประการตามที่กฎหมายกำหนด กฎหมายได้รับรองสิทธิของผู้ได้รับประโยชน์ให้มีสิทธิได้รับค่าทดแทนความเสียหายอันเกิดจากความเชื่อโดยสุจริตในความคงอยู่ของคำสั่งทางปกครองได้

หลักการคุ้มครองความเชื่อโดยสุจริตของประชาชนนี้ยังเป็นหลักกฎหมายทั่วไปซึ่งใช้อยู่ในหลายประเทศ ซึ่งศาลปกครองสูงสุดของไทยก็ได้นำมาปรับใช้ในหลายคดี เช่น กรณีสัญญาให้เอกชนเข้าดูแลและจัดเก็บค่าเข้าขายสินค้าในตลาดสดของเทศบาล (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 27/2549) กรณีคู่สัญญาตกลงร่วมกันทำบันทึกแนบท้ายสัญญาจ้างฉบับเดิม (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 64/2549)

หลักการคุ้มครองความเชื่อโดยสุจริตของประชาชน เป็นหลักกฎหมายหนึ่งในหลักความมั่นคงของกฎหมาย (Legal Security) ซึ่งมีหลักว่ากฎหมายต้องมั่นคงแน่นอน และการเพิกถอนต้องไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงแห่งสิทธิ หลักความมั่นคงของกฎหมายนี้มิได้มีการบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในกฎหมายไทย แต่หลักการดังกล่าวนี้ นับได้ว่าเป็นส่วนที่เป็นสาระสำคัญของหลักนิติรัฐ หากมีคำสั่งทางปกครองใดให้ประโยชน์แก่บุคคล และบุคคลเชื่อโดยสุจริตในความมั่นคงของสิทธิในประโยชน์นั้น กฎหมายก็ต้องเคารพและคุ้มครองความคาดหวังอันชอบด้วยกฎหมาย (legitimate expectation) ดังกล่าวตามควร (ดู ชัยวัฒน์ วงศ์วัฒนศาสนต์ “กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง” กรุงเทพฯ : จิรรัชการพิมพ์, 2540, หน้า 2627) การกำหนดบรรทัดฐานทางกฎหมาย (Rechtsnormen) ที่จะนำมาพิจารณาคดีแต่ละคดีอย่างเสมอภาคกัน ไม่เพียงแต่จะพิจารณาถึงความยุติธรรมอย่างเดียว แต่จะต้องพิจารณาในประเด็นที่ผู้ทรงสิทธิตามกฎหมายมีความรู้สึกว่าสิทธิดังกล่าวที่เขาได้รับตามกฎหมายนั้นมีความมั่นคงด้วย ซึ่งจะทำให้ประชาชนแต่ละคนวางแผนการดำรงตนหรือการใช้สิทธิของตนในระเบียบกฎหมายได้ (ดู กมลชัย รัตนสกาววงศ์, “พื้นฐานความรู้ทั่วไป หลักกฎหมายปกครองเยอรมัน” กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์นิติธรรม, 2537, หน้า 136)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท