
ทุจริตข้าวถุง
การจัดทำข้าวถุงเพื่อช่วยเหลือประชาชน เป็นอีกโครงการที่สะท้อนถึงความล้มเหลวในการใช้กลไกภาครัฐจัดการดูแลระบบค้าข้าวในตลาด
การจัดทำข้าวถุงเพื่อช่วยเหลือประชาชน เป็นอีกโครงการที่สะท้อนถึงความล้มเหลวในการใช้กลไกภาครัฐจัดการดูแลระบบค้าข้าวในตลาด
เพราะหากดูเจตนารมณ์การผลิตข้าวถุงที่ต้องการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยในการลดค่าครองชีพ ด้วยการจัดทำข้าวถุงราคาถูกจำหน่ายในท้องตลาด แต่กลับพบว่าข้าวถุงที่ถูกกระจายจริงๆ ไปยังผู้มีรายได้น้อยที่มีทั้งแบรนด์ข้าวถุงร้านถูกใจ ข้าวถุงธงฟ้า และข้าวถุง อคส. กลับไม่ถึงมือประชาชนในกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง
ซ้ำยังกลายเป็นช่องทางให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์จากสต๊อกข้าวรัฐบาลในทุกขั้นตอน เพื่อหวังกำไรส่วนต่างของราคาข้าวถุงที่ถูกอุดหนุนโดยรัฐบาลกับราคาข้าวในตลาดที่มีส่วนต่างกันอยู่มาก
ข้อมูลที่พรรคฝ่ายค้านได้หยิบยกขึ้นมาอภิปรายในสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใสอย่างเป็นขั้นเป็นตอนในการจัดทำข้าวถุงของรัฐบาล จนเป็นที่มาของการตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการจัดทำข้าวสารบรรจุถุงขององค์การคลังสินค้า (อคส.) เพราะพบว่ามีการเบิกจ่ายข้าวมากถึง 1.1 ล้านตัน แต่ผลิตข้าวถุงได้จริง 5.9 แสนตัน เป็นเครื่องยืนยันของความไม่โปร่งใสและความผิดพลาดในกลไกแทรกแซงตลาดข้าวได้อย่างชัดเจน
คณะกรรมการตรวจสอบฯ ถูกฝ่ายรัฐบาลขีดเส้นให้ตรวจสอบแล้วเสร็จภายใน 2 เดือน แต่ไม่ว่าผลสรุปจะออกมาเช่นไร จะสามารถหาตัวผู้กระทำผิดกับความผิดพลาดตั้งแต่การล็อกสเปกผู้ปรับปรุงคุณภาพข้าวไปจนถึงผู้จัดจำหน่ายข้าวถุงและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เอื้อประโยชน์ต่อความไม่โปร่งใสในครั้งนี้ได้หรือไม่
แต่สุดท้าย ผลสอบก็จะเป็นเพียงการฟอกขาวให้กับนักการเมืองที่เป็นแหล่งต้นตอในการแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่มีการเอาผิดได้เหมือนที่ผ่านมา และจะยิ่งซ้ำเติมความไม่ชอบธรรมของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ถูกกล่าวหาและตรวจสอบอย่างเข้มข้นในปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น จนบานปลายกลายเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ในขณะนี้
และยังเป็นบทเรียนของทุกรัฐบาลในการออกนโยบายแทรกแซงราคาข้าว โดยรัฐบาลต้องเลิกทำตัวเป็นพ่อค้าขายข้าวแข่งกับภาคเอกชน แทรกแซงตลาดข้าวแบบไม่จำเป็น โดยปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอย่างถึงที่สุด โดยรัฐมีหน้าที่เพียงกำกับให้กลไกตลาดไม่เอาเปรียบเกษตรกรก็พอ เพื่อหยุดความเสียหายต่อประเทศชาติมากไปกว่านี้







