posttoday
ถึงเวลา....ของกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน

ถึงเวลา....ของกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน

02 ธันวาคม 2556

ถึงเวลาที่จะพิจารณาลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มีกำไรที่แน่นอนหรือไม่ในภาวะหุ้นที่ผันผวนนี้

ถึงเวลาที่จะพิจารณาลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มีกำไรที่แน่นอนหรือไม่ในภาวะหุ้นที่ผันผวนนี้

เมื่อราคาหน่วยกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง บีทีเอสโกรท (BTSGIF) ลดลงถึงจุดน่าลงทุน และมีกองทุนใหม่กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ทรูโกรท (TRUEGIF) ที่จะเปิดขายเดือน ธ.ค. 2556 ที่คาดว่า BTSGIF จะให้อัตราผลตอบแทนการลงทุนกับผู้ถือหน่วยลงทุนที่ 5.5-6.6%

ราคาปิด BTSGIF วันที่ 28 พ.ย. ที่หน่วยละ 9.45 บาท ลดลงจากราคาเปิดขายต่อประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ที่ 10.80 บาทมาแล้ว ทั้งที่ “สมบัติ เอกวรรณพัฒนา” นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) คาดว่าอัตราผลตอบแทนรวมของเงินปันผลและการลดทุนในงวดปีนี้ 2556-2557 (สิ้นสุด มี.ค. 2557) อยู่ในระดับสูงเป็น 6.6% หรือที่ 0.62 บาท แบ่งเป็นเงินปันผล 0.55 บาท และลดทุนอีก 0.07 บาท

ดังนั้น หากกำหนดให้อัตราผลตอบแทนรวมลดลงมาที่ 5.5% เมื่อราคาหุ้นสูงขึ้น ราคาพื้นฐานจะอยู่ที่ 11.27 บาท ซึ่งมีส่วนเพิ่มจากราคาปิดที่ 19% แต่หากกำหนดให้อัตราผลตอบแทนรวมลดลงมาที่ 5.0% ราคาพื้นฐานจะอยู่ที่ 12.40 บาท ซึ่งมีส่วนเพิ่มจากราคาปิดที่ 31%

ราคาหุ้น BTSGIF ปรับลดลง เพราะกังวลจะได้ผลตอบแทนน้อยกว่าที่คาดไว้แต่แรกที่ประมาณ 5.9% ณ ราคาไอพีโอ

ตั้งแต่ประกาศงบไตรมาสแรกปี 2556-2557 กำไรจากการลงทุนออกมาน้อยและจ่ายปันผลไม่มาก เนื่องจากมีรายการค่าใช้จ่ายเหนือความคาดหมายคือ การออกและเสนอขายหน่วยลงทุนตัดจำหน่าย 76 ล้านบาท อีกทั้งเงินปันผลก็ไม่นำส่วนที่เป็นกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจากการวัดค่าเงินลงทุน 501 ล้านบาทมาจ่าย จึงทำให้ดูเหมือนอัตราการจ่ายปันผลเป็นเพียง 57% หรือ 0.117 บาท จากที่กำหนดในหนังสือชี้ชวนคือ มากกว่า 90%

แต่ในความเป็นจริงแล้ว

ประการแรก การดำเนินงานไม่เต็มไตรมาส เพราะเริ่มวันที่ 17 เม.ย. 2556 หรือเพียง 75 วัน ตามการขายรายได้จาก BTSC สู่กองทุน

ประการที่สอง มีอัตราจ่ายปันผล 100% หากพิจารณาเฉพาะกำไร (รายได้) จากการลงทุนสุทธิ

แต่แล้วเงินปันผลในงวดไตรมาส 2 ปี 2556-2557 ก็ส่งสัญญาณดีขึ้นเป็น 0.158 บาท มีอัตราการจ่ายปันผลจากกำไรโดยรวมที่ 70% แต่ยังคงเป็น 100% หากเทียบเฉพาะกำไรจากการลงทุนสุทธิ

“สมบัติ” คาดว่ารายการตัดจำหน่ายข้างต้นที่ตลอดปีนี้เป็น 391 ล้านบาทนั้น สืบเนื่องจากไม่ใช่รายการเงินสดจะมีการขออนุมัติผู้ถือหุ้นหลังสิ้นสุดปี เพื่อนำมาเป็นส่วนลดทุนได้อีกที่ประมาณ 0.07 บาทต่อหุ้น และนำมาจ่ายให้ผู้ถือหน่วย บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส คาดว่าแนวโน้มผลการดำเนินงาน BTSGIF จะดีขึ้นตามลำดับ ด้วยปัจจัยสนับสนุนคือ ประการแรก การนำขบวนรถไฟฟ้าเพิ่มมาอีก 5 ขบวนปลายปีนี้ จำนวนผู้โดยสารจะยิ่งเพิ่มขึ้นมาก

ประการที่สอง วันที่ 5 ธ.ค. 2556 นี้จะเปิดส่วนขยายเพิ่มอีกคือ วงเวียนใหญ่บางหว้า ก็ยิ่งเพิ่มผู้โดยสารเข้ามาในระบบมากขึ้นไปอีก ประการที่สาม ผลดีจากการปรับขึ้นค่าโดยสารที่ผ่านมา และในส่วน Rabbit Card ที่ยังไม่ปรับขึ้นค่าโดยสารก็จะเริ่มปรับขึ้นตั้งแต่ต้นปีหน้า

TRUEGIF จะขายเดือน ธ.ค.นี้

ด้าน TRUEGIF กำลังอยู่ระหว่างยื่นขออนุมัติจัดตั้งกองทุนจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และคาดว่าจะสามารถเสนอขายหน่วยลงทุนได้ในเดือน ธ.ค. 2556

“โชติกา สวนานนท์” กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ คาดว่า ในปี 2557 จะมีรายได้จากค่าเช่ารวม 5,357 ล้านบาท และมีแผนที่จะจ่ายปันผลให้ผู้ถือหน่วยลงทุนมากกว่า 97% ของกำไรสุทธิ และมากกว่า 90% ของรายได้จากค่าเช่าล่วงหน้า

ทั้งนี้ กองทุน TRUEGIF มีแผนที่จะลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) มูลค่ารวมประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ทรัพย์สินที่กองทุนจะเข้าลงทุน 3 ส่วน คือ

ส่วนแรก สิทธิการรับรายได้จาก กสท. ผ่านกลุ่มทรู ซึ่งมีระยะเวลา 12 ปี จากการให้เช่าเสา 5,845 ต้น และระบบใยแก้วนำแสง 680,400 กิโลเมตร คิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 55% ในปี 2557

ส่วนที่สอง ลงทุนเสาโทรคมนาคมจำนวน 6,000 ต้น ซึ่งกลุ่มทรูมีกำหนดส่งมอบ 3,000 ต้น ภายในปี 2557 และอีก 3,000 ต้น ภายในในปี 2558 โดยกลุ่มทรูจะจ่ายค่าเช่าให้กองทุนโดยไม่รอส่งมอบและจะให้ค่าเช่าเพิ่มขึ้นขั้นต่ำ 2.7% ต่อปี

ส่วนที่สาม ลงทุนระบบใยแก้วนำแสงและระบบบรอดแบนด์ในต่างจังหวัดจำนวน 1.2 ล้านพอร์ต ครอบคลุม 234,455 คอร์กิโลเมตร

“นพปฎล เดชอุดม” หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน TRUE กล่าวว่า “ทรัพย์สินที่จะนำเข้ากองทุน TRUEGIF จะเป็นทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงต่ำเรื่องการล้าหลังทางเทคโนโลยี และเป็นทรัพย์สินที่มีอายุการใช้งานระยะยาว ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

นอกจากนี้ รายได้ของกองทุนมีโอกาสเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากการเพิ่มค่าเช่าสำหรับกลุ่มแล้ว สินทรัพย์ของกองทุนยังสามารถนำไปให้ผู้ประกอบการรายอื่นเช่าได้อีกประมาณ 40% ของความสามารถในการให้บริการ

“เมื่อมีผู้เช่าเพิ่มกองทุนจะมีรายได้เข้ามาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เพราะฉะนั้น รายได้ที่เพิ่มขึ้นจะนับเป็นกำไรของกองทุนได้ทันที

ในขณะเดียวกันการที่ผู้ประกอบการมาใช้โทรคมนาคมร่วมกันถือเป็นการลดต้นทุนที่ซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการของผู้ประกอบการมากขึ้น ทำให้มั่นใจว่าจะมีผู้ประกอบการรายอื่น โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาเช่าใช้โดยไม่ต้องลงทุนเอง” นพปฎล กล่าว

ผลการออกไปนำเสนอข้อมูลให้นักลงทุนต่างชาติได้รับการตอบรับที่ดี จึงมั่นใจว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุน ขณะที่กลุ่มและเครือเจริญโภคภัณฑ์จะลงทุนในกองทุนนี้ระหว่าง 1833% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ

“เงินที่ได้รับจากการขายทรัพย์สินโครงสร้างพื้นฐานนี้ มากกว่า 50% จะนำไปชำระหนี้ ซึ่งทำให้ฐานะการเงินของทรูแข็งแกร่งขึ้น และนำเงินบางส่วนไปใช้ลงทุนและเป็นเงินทุนหมุนเวียน” นพปฏล กล่าว

“สมบัติ” วิเคราะห์ว่า TRUE จะดีในปีแรกที่ขายเพราะบันทึกกำไรก้อนใหญ่เข้ามา และการนำเงินไปคืนเงินกู้จะทำให้ฐานะการเงินดีขึ้น แต่ TRUE จะมีค่าใช้จ่ายในการไปเช่ากลับโครงข่ายต่างจากบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ที่ไม่มีภาระค่าใช้จ่ายจาก BTSGIF ที่ขายรายได้ออกไป

อย่างไรก็ตาม การคืนเงินกู้จะทำให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายลดลงและเป็นการชดเชยค่าใช้จ่ายในการเช่าโครงข่ายกลับ

อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามว่าหลังจากขายออกไปแล้ว TRUE จะจ่ายปันผลพิเศษได้หรือไม่

ทั้งนี้ ผลการคำนวณของ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส พบว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีการจ่ายเงินปันผลพิเศษจากขาดทุนสะสมในงบเดี่ยวที่ 4.25 หมื่นล้านบาท หากสมมติให้ TRUE มีกำไรจากการขายครั้งนี้รวมเป็น 2.41 หมื่นล้านบาท (หลังหักการกลับเข้าไปถือกองทุน 18%) และมีการลดมูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) จาก 10 บาท เป็น 1 บาท พร้อมกับมีการนำสำรองตามกฎหมายและส่วนเกินมูลค่าหุ้นไปล้างที่อัตราการจ่ายปันผล 30% “เราคาดว่าเงินปันผลพิเศษจะมีอัตราผลตอบแทนที่ 5.5% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ดี” สมบัติ ให้ความเห็น

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี