posttoday
การเมืองกดเศรษฐกิจ ซ้ำเติมหุ้น

การเมืองกดเศรษฐกิจ ซ้ำเติมหุ้น

02 ธันวาคม 2556

สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองยังสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการใช้ความรุนแรง เศรษฐกิจส่อแววโตไม่ถึง 3% กระแสเงินทุนยังคงไหลออกจากตลาดอีเมอร์จิ้ง กดเงินบาทอ่อนค่ามากสุดในรอบ 3 เดือน

สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองยังสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการใช้ความรุนแรง เศรษฐกิจส่อแววโตไม่ถึง 3% กระแสเงินทุนยังคงไหลออกจากตลาดอีเมอร์จิ้ง กดเงินบาทอ่อนค่ามากสุดในรอบ 3 เดือน

เศรษฐกิจไทยติดหล่ม เครื่องยนต์ที่เคยขับเคลื่อนเศรษฐกิจติดๆ ดับๆ พร้อมกัน

1) การบริโภคที่มีขนาด 53% ของจีดีพียังคงชะลอตัว ความกังวล ต่อความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรง ซ้ำเติมการบริโภคที่ชะลอตัวมาตั้งแต่ต้นปี จากปัญหาภาระหนี้ภาคครัวเรือนที่สูงขึ้นเร็วเกินไป ขณะที่รายได้ของคนส่วนใหญ่โตไม่ทัน ซ้ำร้ายรายได้ภาคเกษตรตกต่ำติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ตามราคาพืชผลหลัก โดยเฉพาะยางพารา ปาล์ม ข้าว

2) การลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐที่มีขนาดราว 20% กลางๆ และ 10% ของจีดีพีไทย การลงทุนเคยได้รับการคาดหวังว่าจะเป็นพระเอกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แต่ “ความหวัง” นี้ยังดูห่างไกลจาก “ความจริง”

พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท และ พ.ร.ก.เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท เสี่ยงที่จะล่าช้า หรือแม้กระทั่งถึงขั้นแท้งไปเลย เมกะโปรเจกต์ใหม่ๆ ส่อแววถูกเลื่อนยาว

แม้รัฐบาลสามารถจะจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมกลางปี รวมถึงกู้เงินด้วย พ.ร.บ.งบรายจ่ายประจำปีถัดๆ ไป เพื่อทดแทน พ.ร.บ. และ พ.ร.ก.เงินกู้ได้บางส่วน แต่เสถียรภาพทางการเมืองที่ง่อนแง่น ทำให้รัฐบาลต้องเสียเวลากับการแก้ปัญหาการเมือง แทนที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองเช่นนี้ การลงทุนภาคเอกชนพลอยติดโรคเลื่อนตามไปด้วย

3) การส่งออกที่มีขนาดถึงราว 70% ของจีดีพีไทย แทบไม่ขยายตัวเลยในปีนี้ ทั้งที่เศรษฐกิจของประเทศหลักๆ ค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว ที่เป็นเช่นนี้อาจเนื่องจาก

3.1) บทบาทของสหรัฐต่อเศรษฐกิจโลกลดลงเรื่อยๆ จีดีพีสหรัฐเคยมีขนาดราว 27% ของโลกเมื่อปี 2005 แต่ปัจจุบันลดเหลือเพียง 22% ที่สำคัญโครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น นำโดยภาคบริการ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมก็เป็นกลุ่มไฮเทคซะมาก การฟื้นตัวของสหรัฐแต่เพียงลำพัง จึงยังช่วยการส่งออกของไทยที่ยังเน้นสินค้าโลว์เทคได้ไม่มาก

การขาดดุลการค้าของสหรัฐที่มีแนวโน้มลดลง เท่ากับลดการนำเข้าสินค้าจากตลาดโลก

การฟื้นตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจสหรัฐ ยังมีสาเหตุส่วนหนึ่งจากความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงาน โดยเฉพาะการนำน้ำมันดิบและก๊าซจากใต้ชั้นหินดินดาน (Shall Oil, Shall Gas) ขึ้นมาใช้ ยังผลให้สหรัฐพลิกบทบาทกลายเป็นผู้ส่งออกก๊าซและถ่านหิน ขณะที่สามารถผลิตน้ำมันได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และลดการนำเข้าน้ำมันลงไปเรื่อยๆ

ต้นทุนด้านพลังงานของสหรัฐที่ถูกลง สร้างความได้เปรียบมากขึ้นให้กับภาคอุตสาหกรรม ยังผลให้กระแสเงินทุนส่วนหนึ่งไหลย้อนกลับไปลงทุนในสหรัฐ

3.2) หลายปีที่ผ่านมา ไทยถูกดึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานการผลิตโลก ที่ยังมีกำลังการผลิตส่วนเกินค่อนข้างสูง เนื่องจากเพิ่งผ่านช่วงเศรษฐกิจตกต่ำมาได้ไม่นาน ขณะที่จีนซึ่งมีบทบาทเป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่ใหญ่สุดของโลก ยังอยู่ในโหมดชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อลดความเสี่ยงฟองสบู่แตก การฟื้นตัวของการส่งออกไทยยังต้องการแรงหนุนจากการฟื้นตัวของทั้งห่วงโซ่การผลิตโลก

การขาดดุลการค้าของไทยในปีนี้จะฉุดรั้งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เดิมปัญหานี้ถูกคาดหมายว่าจะถูกชดเชยด้วยการเกินดุลบริการ ที่มีรายได้หลักจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่พิษการเมืองเริ่มส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่นแล้ว

ขณะนี้มีอย่างน้อย 32 ประเทศ ที่มีคำเตือนไปยังพลเมืองต่อสถานการณ์ในประเทศไทย นักท่องเที่ยวแถบเอเชียซึ่งเป็นตลาดหลักของเรา หลายประเทศอ่อนไหวต่อข่าวความเสี่ยงที่อาจเกิดความรุนแรง ปัญหาการเมืองจึงเริ่มสั่นคลอนแวดวงการท่องเที่ยว

ท่ามกลางความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทย ขณะที่เงินเฟ้อต่ำ กนง.จึงปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 2.25% ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ทยอยปรับลดดอกเบี้ยทั้งเงินฝากและเงินกู้ลงในวันถัดๆ มา เงินบาทหลุด 32 บาท อ่อนค่ามากสุดในรอบ 3 เดือน ส่งผลบวกต่อการส่งออก

บรรยากาศความไม่แน่นอนยังปกคลุมตลาดหุ้น การเมืองส่อยืดเยื้อและเสี่ยงที่จะเกิดเหตุรุนแรง

ปีนี้เศรษฐกิจไทยดูเสี่ยงมากขึ้นที่จะโตไม่ถึง 3% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศเพื่อนบ้านแถบเอเชียค่อนข้างมาก และจะฉุดกำไร บจ.ให้ขยายตัวต่ำกว่าเพื่อนบ้าน ขณะที่ค่าพี/อีของตลาดหุ้นไทยกลับสูงกว่าของตลาดเพื่อนบ้านเอเชียที่ไม่รวมญี่ปุ่น ในสายตาต่างชาติ ความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยจึงลดลง โดยเฉพาะเมื่อเสถียรภาพการเมืองง่อนแง่น

อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นได้สะท้อนปัจจัยลบข้างต้นไปพอสมควรแล้ว แม้ช่วงสั้นความเสี่ยงยังสูงก็ตาม แต่โอกาสทำกำไรก็มากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนั้น จะพบว่าในหลายๆ กิจการถูกกระทบไม่มาก เช่น กลุ่มโมเดิร์นเทรด (ชอบ CPALL, HMPRO) ผู้ให้บริการมือถือ INTUCH, DTAC, ADVANC ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า BTS

หุ้น THCOM ที่ความต้องการใช้งานดาวเทียมที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก จนช่องสัญญาณไม่เพียงพอ

ส่วนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวอาจถูกกระทบระยะสั้น ถอยตั้งรับลึกหน่อย แต่แนวโน้มระยะยาวยังไม่เปลี่ยน หนุนโดยนักท่องเที่ยวที่เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการเติบโตของคนชั้นกลางในแถบเอเชีย โดยเฉพาะจีน การเติบโตของสายการบินต้นทุนต่ำ กระแส AEC หุ้นที่เด่น ได้แก่ AOT, CENTEL

การอ่อนตัวของค่าเงินบาทและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะช่วยหนุนหุ้นส่งออก (ชอบ TUF) หุ้นปิโตรเคมี (ชอบ PTTGC)

เศรษฐกิจไทยอาจดูย่ำแย่ แต่เมื่อวิกฤตทางการเมืองผ่านไป ก็จะฟื้นกลับมาเหมือนที่เคยผ่านมา การปรับฐานจากความเสี่ยงทางการเมืองจึงเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนระยะยาว รอเก็บของถูกเพิ่มที่ดัชนี 1,345, 1,330, 1,280 จุด ตามลำดับ พบกันใหม่โอกาสหน้าครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท