
ปีหน้าส่อย้ายงานกระหน่ำแนะบริษัทไทยตั้งหลักรับมือ
หลายธุรกิจในไทยขณะนี้ ต่างประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรทำงาน ส่วนหนึ่งเพราะไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุ คนวัยทำงานน้อยกว่าคนสูงอายุ ขณะที่คนทำงานมีทางเลือกมากขึ้น หันไปเปิดบริษัทเอง ไปทำงานอิสระ หรือย้ายไปบริษัทใหม่หาโอกาสโตที่ดีกว่า
หลายธุรกิจในไทยขณะนี้ ต่างประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรทำงาน ส่วนหนึ่งเพราะไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุ คนวัยทำงานน้อยกว่าคนสูงอายุ ขณะที่คนทำงานมีทางเลือกมากขึ้น หันไปเปิดบริษัทเอง ไปทำงานอิสระ หรือย้ายไปบริษัทใหม่หาโอกาสโตที่ดีกว่า
ภัทรี พฤทธิธรรมกุล ที่ปรึกษาบริษัท เฮย์กรุ๊ป เปิดเผยว่า เอเชียแปซิฟิกครองตำแหน่งภูมิภาคที่มีแนวโน้มเปลี่ยนย้ายงาน ปี 2556-2561 สูงสุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น อัตราการหมุนเวียนพนักงานเข้าออกเฉลี่ยที่ 18% ของจำนวนพนักงานที่มี เป็นการเติบโตการเปลี่ยนย้ายงานสอดคล้องภาวะเศรษฐกิจ ช่วงไหนที่เศรษฐกิจขยายตัวสูง อัตราการเปลี่ยนย้ายงานก็สูงตาม เพราะช่วงที่เศรษฐกิจโตจะมีผู้ประกอบการเปิดบริษัทมากขึ้น เป็นโอกาสคนทำงานที่จะย้ายไปหาที่ทำงานใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
การที่พนักงาน 1 คนลาออก ทำให้บริษัทมีต้นทุนเพิ่มเทียบเท่าเงินเดือน 12-18 เดือนของพนักงานที่ลาออก เป็นต้นทุนทางอ้อมจากการเสียเวลาหาคนใหม่แทนคนเก่า สูญเสียคนมีความสามารถสูง ทำให้พนักงานเก่าที่ยังอยู่รู้สึกว่าต้องทำงานเพิ่ม 2-3 เท่าแทนคนที่ลาออก คุณภาพงานที่ได้อาจลดลง
เมื่อวิเคราะห์เฉพาะไทย อัตราการลาออกย้ายงานปีหน้าคงเติบโตทิศทางเดียวกับทั่วโลก เพราะการส่งออกน่าจะโตขึ้นสอดคล้องกับเศรษฐกิจโลกที่เริ่มพลิกฟื้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยโตตามไปด้วย เมื่อเศรษฐกิจดี คนจะมีโอกาสหางานใหม่ๆ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม อัตราการลาออกในไทยอาจไม่สูงมาก อาจอยู่ที่ 13% ใกล้เคียงอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่เฮย์กรุ๊ปสำรวจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
สาเหตุสำคัญที่ทำให้พนักงานตัดสินใจย้ายงานสูงสุดคือเรื่องเงิน รองลงมาคือการบริหารงานของบริษัทที่ไม่สนับสนุนพนักงาน เห็นได้จากการสำรวจพนักงาน 3.5 หมื่นคนในบริษัทไทย 40 แห่ง ถึงเหตุผลที่อยู่หรือไปจากบริษัท 52% ระบุว่า เงินเดือนที่ได้ยังไม่ยุติธรรม 43% อยากได้โอกาสเรียนรู้มากกว่านี้ 41% มีปัญหาการทำงานระหว่างฝ่าย40% ไม่แน่ใจว่าการทำงานอยู่ที่บริษัทจะบรรลุเป้าหมายตัวเองหรือไม่
ภัทรี กล่าวว่า สาเหตุเหล่านี้ทำให้ฝ่ายบริหารบุคลากรแต่ละองค์กร ควรตื่นตัวเตรียมพร้อมรับมือกระแสการลาออกย้ายงานที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นได้แล้ว โดยต้องให้พนักงานที่มีอยู่ในปัจจุบันรับทราบทิศทางบริษัทว่าจะเติบโตไปทางไหน ต้องปรับปรุงกลยุทธ์การสื่อสารทุกระดับในองค์กร เชื่อมโยงให้พนักงานเห็นว่ามีส่วนสำคัญอย่างไรบ้างที่จะนำองค์กรไปสู่เป้าหมายที่วางไว้
สุธิดา กาญจนกันติกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า แนวโน้มการย้ายงานในไทยปีหน้าอาจไม่สูงตามกระแสโลก เพราะค่านิยมคนไทยให้ความสำคัญเรื่องความมั่นคงในอาชีพการงาน การทำงานในบริษัทที่น่าเชื่อถือ อีกทั้งได้รับผลกระทบปัญหาเสถียรภาพการเมืองและเศรษฐกิจไทยที่ซบเซาลง อาจทำให้คนยังไม่กล้าย้ายงาน เพราะกังวลเรื่องความมั่นคงในงานมากกว่าผลประโยชน์จากการเปลี่ยนงาน แต่จะมีการเคลื่อนย้ายแรงงานจากยุโรปมาภูมิภาคนี้มากขึ้น โดยเฉพาะจากฝรั่งเศสและรัสเซีย เพราะอยากมาเกษียณที่ไทยหรือประเทศอื่นในเอเชีย
ทั้งนี้ สิ่งที่บริษัทต้องเตรียมรับมือการโยกย้ายงานคือ เตรียมค่าตอบแทนและสวัสดิการให้อยู่ในเกณฑ์แข่งขันได้ในตลาด บริหารจัดการกลุ่มพนักงานที่มีความสามารถสูงในองค์กรให้พึงพอใจความก้าวหน้าทางอาชีพของตัวเอง และ ผลตอบแทน ให้ความสำคัญการฝึกอบรมพัฒนาพนักงานที่มีอยู่ให้เป็นกลุ่มความสามารถสูงกลุ่มใหม่ สร้างความภักดีต่อองค์กรด้วยสิ่งแวดล้อมภายในและวัฒนธรรมองค์กร รวมถึงสร้างวิธีดึงดูดใจให้พนักงานแบบต่างๆ เช่น ยืดหยุ่นการทำงานมากขึ้น ทำงานเร็วขึ้นแล้วยกเลิกการทำงานวันเสาร์ หรือลดทำงานนอกเวลา ให้ทำงานที่บ้านได้ เป็นต้น
ธิดารัตน์ กาญจนวัฒน์ ผู้อำนวยการส่วนภูมิภาค ไทยและเวียดนาม บริษัท อเด็คโก้ ประเทศไทย กล่าวว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหางานในไทยเปิดกว้างขึ้น จากการเปิดตลาดหางานผ่านสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้พนักงานรู้มากขึ้นว่า มีตำแหน่งอะไรเปิดใหม่ ทำให้คนตื่นตัวอยากหางานใหม่กว่าเดิม ยิ่งช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้ม ฟื้นตัว ทำให้ตลาดหางานคึกคักขึ้น หนทางที่จะทำให้พนักงานอยู่กับองค์กรนาน คือ บริษัทต้องเลือกคนเข้ามาทำงาน ที่มีทักษะสอดคล้องกับงานที่ทำก่อน แล้วต้องมีกระบวนรักษาคนทำงานให้อยู่กับบริษัทด้วย
การหาคนเก่งเข้ามาทำงานกับบริษัทได้นั้นเป็นเรื่องยาก แต่เรื่องที่ยากยิ่งกว่าคือการรักษาคนเก่ง ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินของบริษัทเอาไว้ให้ได้







