
ศก.ซึมหนักการผลิตเดี้ยง
นำเข้าส่งออกทรุดยาวคนไร้อารมณ์ซื้อ ความเชื่อมั่นหัวทิ่มแหยงการเมือง
นำเข้าส่งออกทรุดยาวคนไร้อารมณ์ซื้อ ความเชื่อมั่นหัวทิ่มแหยงการเมือง
เศรษฐกิจไทยซึมต่อเนื่อง ผู้บริโภคไม่มีอารมณ์ใช้จ่าย ส่งออกทรุด การผลิตเดี้ยงหนัก
นางรุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการ สำนักเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ทรงตัวใกล้เคียงกับเดือนก่อน เนื่องจากการบริโภคภาคเอกชนทรงตัวขยายตัวได้เพียง 1.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวติดลบ 1.3% การส่งออกยังได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของอุปสงค์ต่างประเทศบ้าง แต่การผลิตภาอุตสาหกรรมยังติดลบ 4% จากเดือนก่อนที่ติดลบ 2.9% และการลงทุนภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัวนักติดลบ 0.9% จากเดือนก่อนหน้าติดลบ 0.3%
สำหรับภาคการท่องเที่ยวขยายตัวชะลอลงบ้าง จากผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายด้านการท่องเที่ยวของจีน แต่ยังขยายตัวได้มากกว่าภาคอื่นๆ โดยขยายตัว 14.7% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน ชะลอตัวจาก 27.46% ในเดือนก่อน
ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากราคาอาหารสด ผลไม้บางอย่างและราคาแอลพีจีที่สูงขึ้น ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มเป็น 0.71% จากเดือนก่อนหน้า 0.61% ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นเป็น 1.46% จาก 1.42% ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่การว่างงานอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.6% ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 0.7%
ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดยังเกินดุลเล็กน้อย 400 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการเกินดุลการค้า ขณะที่ดุลเงินทุนเคลื่อนย้ายขาดดุล 379 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการที่นักลงทุนไทยไปลงทุนในตราสารหนี้ของต่างประเทศ และการฝากเงินในต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์เพื่อบริหารสภาพคล่องเงินตราต่างประเทศ ซึ่งในภาพรวมดุลการชำระเงินขาดดุลเล็กน้อย
“ภาวะเศรษฐกิจเดือน ต.ค.ที่ผ่านมายังทรงตัว ไม่ชะลอลงไปจากเดิม และเริ่มเห็นการใช้จ่ายในประเทศเพิ่มขึ้นบ้างแต่จะต่อเนื่องเพียงในช่วงที่เหลือของปีหรือไม่ยังต้องติดตาม เพราะอาจจะมีผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองได้ อย่างไรก็ดี ธปท.เชื่อว่าการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แม้จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุนไม่ได้ทันที แต่คงมีผลช่วยลดความเสี่ยงที่จะมีผลเชิงลบได้บ้าง” นางรุ่ง กล่าว
นางรุ่ง กล่าวว่า เศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีอาจซึมต่อเนื่องหลังจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือน พ.ย. ปรับตัวลดลงอีกจากภาวะความวุ่นวายทางการเมือง ทำให้อารมณ์ในการใช้จ่ายของผู้บริโภคลดลง ซึ่งสะท้อนได้จากการใช้จ่ายสินค้าไม่คงทน เช่น การใช้ไฟฟ้าและเชื้อเพลิงขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในปัจจุบันที่ลดลงมาอยู่ที่ 47.4 จาก 47.5 เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 51.7 ลดลงจาก 52.3 ในเดือนก่อน เนื่องจากภาคธุรกิจรอความชัดเจนทางการเมืองและการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศและต่างประเทศ การส่งออกหดตัวลง 0.5%มีมูลค่าส่งออกแค่ 19,038 ล้านเหรียญสหรัฐ การนำเข้าในเดือนนี้หดตัว 4.6% มีมูลค่า 18,701 ล้านเหรียญสหรัฐ
นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชนหดตัว 4.9% เนื่องจากภาคเอกชนเลื่อนการลงทุนโครงการใหม่ๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมผลิตเพื่อการส่งออก







