posttoday
ปีน"คาวาอีเจี้ยน"ชมทะเลสาบเขียว-เปลวไฟน้ำเงิน

ปีน"คาวาอีเจี้ยน"ชมทะเลสาบเขียว-เปลวไฟน้ำเงิน

29 พฤศจิกายน 2556

ประเทศอินโดนีเซียเป็นอีกหนึ่งประเทศในอาเซียนที่น่าค้นหา เพื่อสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วยมีภูมิประเทศหลากหลายและแตกต่างจากเมืองไทย

โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ

ประเทศอินโดนีเซียเป็นอีกหนึ่งประเทศในอาเซียนที่น่าค้นหา เพื่อสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วยมีภูมิประเทศหลากหลายและแตกต่างจากเมืองไทย

อินโดนีเซียอยู่ในกลุ่มประเทศที่อุดมไปด้วยภูเขาไฟทั้งที่ดับสนิทแล้วและยังคุกรุ่นอยู่ โดยหลายต่อหลายครั้งได้สร้างความเสียหายทำลายบ้านเรือนของชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงไปเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังมีภูเขาไฟที่ปัจจุบันกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ และดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เดินทางเข้ามาเยี่ยมความสวยงามของธรรมชาติ ทั้งภูเขาไฟที่ดับแล้วและที่ยังคงมีชีวิต สามารถระเบิดเถ้าถ่านออกมาได้ตลอดเวลา

ภูเขาไฟอันดับต้นๆ ที่ขึ้นบัญชีสถานที่น่าท่องเที่ยวของอินโดนีเซีย ได้แก่ ภูเขาไฟคาวาอีเจี้ยน (Kawah Ijen) ในเมืองบอนโดโซโว บนฝั่งตะวันออกของเกาะชวา ภูเขาไฟลูกนี้จัดว่าเป็นภูเขาไฟที่ดับแล้ว หากมองจากพื้นที่ด้านล่างจะเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของภูเขาไฟที่ยังมีกลุ่มควันลอยออกจากปากปล่องอยู่ตลอดเวลา

จุดหมายของการเดินทางครั้งนี้อยู่ที่ทะเลสาบสีเขียวบนปากปล่องภูเขาไฟ และอีกหนึ่งไฮไลต์ที่นักท่องเที่ยวต่างเดินทางมาที่แห่งนี้ คือการมาดูเปลวไฟสีน้ำเงินบริเวณปากปล่องภูเขาไฟ

การเดินทางขึ้นสู่ปากปล่องภูเขาไฟครั้งนี้ เริ่มต้นตั้งแต่เวลาตี 1 เนื่องจากพระอาทิตย์ที่ประเทศอินโดนีเซียจะขึ้นเร็วในเวลาประมาณตี 4 และหากต้องการดูเปลวไฟสีน้ำเงินจะมองเห็นในความมืดเท่านั้น ไกด์ท้องถิ่นได้พาเหล่านักผจญภัยออกเดินทางท่ามกลางความมืดจากจุดเริ่มต้นบริเวณตีนเขา ระยะทางการเดินสู่ปากปล่องใช้เวลาประมาณ 3–3.5 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับศักยภาพของแต่ละคน

ภายใต้ความมืด เส้นทางการเดินเท้านั้นไม่ง่ายอย่างคิด เพราะทางค่อนข้างชัน หลายครั้งที่ต้องต่อสู้กับอากาศหนาว และขาที่ไม่ยอมจะก้าวเดินต้านแรงโน้มถ่วงโลก แต่เมื่อถึงจุดที่เป็นสันเขาปากปล่องภูเขา ทัศนียภาพในแสงสลัวๆ นั้นสวยงามเกินคำบรรยายและเป็นภูมิประเทศแปลกตา

จากมุมสูงจะมองเห็นสระสีเขียวและเปลวไฟสีน้ำเงินอยู่ลิบๆ ซึ่งเป็นจุดชมทะเลสาบด้านบนสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีความปลอดภัยที่สุด แต่สำหรับนักผจญภัยแล้วการไต่หินลงไปที่ปากปล่องเพื่อไปชมความสวยงามของเปลวไฟสีน้ำเงินนั้นคงหลีกหนีไม่ได้ เส้นทางการลงสู่ปากปล่องค่อนข้างลาดชันและอันตราย แต่เมื่อลงไปถึงก็คุ้มค่ากับการปีนป่าย

แสงสีน้ำเงินนี้เกิดจากฝีมือมนุษย์ เนื่องจากปากปล่องภูเขาไฟจะเต็มไปด้วยแร่กำมะถัน ซึ่งมีจุดหลอมเหลวสูงกว่า 100 องศาเซลเซียส แต่เมื่ออุณหภูมิที่ปากปล่องสูงไม่ถึง จึงต้องมีการจุดไฟเพื่อให้เกิดการเผาไหม้ขึ้น และเมื่อแร่กำมะถันถูกไฟเปลวไฟที่เกิดขึ้นจึงเกิดเป็นแสงสีน้ำเงิน บริเวณนี้เป็นแหล่งแร่กำมะถันบริสุทธิ์ จึงเกิดอุตสาหกรรมเหมืองแร่ขนาดย่อมขึ้นที่ปากปล่องภูเขาไฟ คนงานจะขุดกำมะถันจากจุดนี้และแบกลงมาจากภูเขาเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตต่อไป

เมื่อพระอาทิตย์เริ่มฉายแสง บรรยากาศบริเวณรอบๆ จะเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง สระน้ำสีเขียวขนาดใหญ่จะปรากฏขึ้นชัด เปลวไฟสีน้ำเงินถูกกลืนไปแสงสว่าง ส่วนแร่กำมะถันที่ดูเหมือนก้อนหินในความมืดนั้น ได้กลายเป็นสีเหลืองสดตัดกับทะเลสาบสีเขียวอย่างสวยงาม ด้วยบรรยากาศรอบตัวแบบนี้ทำให้ลืมความเหนื่อยที่ปีนขึ้นมา รวมถึงขาลงเขาที่ลำบากไม่แพ้กัน

สำหรับคนที่ไม่อยากตื่นเช้าหรือไม่ได้ตื่นเต้นกับเปลวไฟสีน้ำเงิน อาจเลือกขึ้นมาในช่วงเวลาสายได้ แต่ขาขึ้นอาจจะต้องเจออากาศร้อนสักนิดเพราะพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว แต่สามารถชื่นชมบรรยากาศรอบตัวที่สวยงามระหว่างทางขึ้นได้เหมือนกัน

ตลอดเส้นทางเดินขึ้นและลงเขาจะได้เจอกับกลุ่มนักท่องเที่ยวมากมายจากหลายชาติ รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มาที่นี่ไม่น้อยเช่นเดียวกัน หนึ่งในมนต์เสน่ห์ของการเดินทางคือเสียงทักทายของผู้คนที่ให้กำลังใจคนมาใหม่กันตลอดทาง เพราะอยากให้ทุกคนได้ขึ้นไปสัมผัสกับความสวยงามด้านบน แม้ว่าจะต้องเหนื่อยมากกับการเดินทางก็ตาม

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน