
บางอย่างที่เลือนหาย
บางอย่างที่เลือนหายความเจริญที่เกิดขึ้นในสังคมหนึ่งๆ มักแลกมาด้วยความเปลี่ยนแปลง และการล้มหายตายจากของบางสิ่งบางอย่าง
บางอย่างที่เลือนหายความเจริญที่เกิดขึ้นในสังคมหนึ่งๆ มักแลกมาด้วยความเปลี่ยนแปลง และการล้มหายตายจากของบางสิ่งบางอย่าง
การเปิดประตูบ้านของพม่าก็ทำให้คลื่นความเปลี่ยนแปลงถาโถมเข้าใส่ผู้คนในสังคมอย่างรวดเร็ว รวมถึงบางอาชีพที่กำลังหายไป เพราะไม่อาจต้านทานความทันสมัยที่ไหลบ่าเข้ามา
นิวยอร์ก ไทมส์ นำเสนอภาพในสังคมพม่าที่เปลี่ยนโฉมไปจากเดิม เริ่มจากร้านโทรศัพท์ริมถนน คล้ายๆ กับสังคมไทยในยุคหนึ่งที่มีบริการโทรศัพท์มือถือริมทางเท้า เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนพม่าต้องพึ่งบริการร้านโทรศัพท์ข้างถนน เนื่องจากไม่มีทางเลือกในการติดต่อสื่อสารมากนักในยุคที่รัฐบาลทหารปกครองประเทศ โดยกำหนดต้นทุนการครอบครองโทรศัพท์มือถือไว้แพงระยับหลายพันเหรียญสหรัฐ ร้านโทรศัพท์ข้างทางจึงผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด
กระทั่งพม่าเปิดประเทศ ร้านโทรศัพท์ตั้งโต๊ะเหล่านี้จึงเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง จำนวนลูกค้าที่หดหายอย่างรวดเร็ว เพราะผู้คนสามารถซื้อโทรศัพท์มือถือในราคาที่ถูกลง แถมโทรได้ทุกที่ทุกเวลา
นอกจากร้านโทรศัพท์ริมถนนยังมีอีกหลายอาชีพที่กำลังจะเลือนหายไปจากสังคมพม่า นั่นคือเจ้าหน้าที่พิมพ์ดีดที่อยู่หน้าศาลยุติธรรมและหน่วยงานของรัฐ ซึ่งกำลังถูกแทนที่ด้วยคอมพิวเตอร์และอีเมล รวมถึงช่างทำตรายางที่กำลังถูกแย่งงานโดยเครื่องพรินต์เลเซอร์ สแกนเนอร์ และเครื่องถ่ายเอกสาร
ในแต่ละสังคมความเจริญส่งผลให้บางอาชีพล้มหายตายจาก แต่ความเปลี่ยนแปลงในพม่าเกิดขึ้นรวดเร็วเพียงไม่กี่เดือน ไม่ได้ใช้เวลานานเป็นปีๆ เหมือนประเทศอื่นๆ สถานการณ์ของพม่าเหมือนอยู่ระหว่างรอยต่อของ 2 ศตวรรษที่แตกต่างกันมาก จากพิมพ์ดีดกระโดดสู่สมาร์ทโฟนและเฟซบุ๊ก
เสน่ห์บนทางเท้าเป็นอีกสิ่งที่กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลง เพราะไม่มีใครอยากทำงานอยู่ข้างถนน อาคารสำนักงาน โรงแรม ซูเปอร์มาร์เก็ตติดแอร์ผุดขึ้นดาษดื่น แม้แต่ร้านขายน้ำเย็นที่เคยช่วยดับกระหายให้ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ก็กำลังถูกร้านสะดวกซื้อแย่งลูกค้าไป
ขณะเดียวกันชาวพม่ากำลังเผชิญกับต้นทุนค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จากความทันสมัยที่ประเดประดังเข้ามาและบีบให้คนจำนวนไม่น้อยต้องออกมาเร่ร่อนใช้ชีวิตเป็นขอทานข้างถนน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนสูงอายุ เพราะอายุมากเกินกว่าจะทำงานและไม่มีครอบครัวคอยดูแล
ปัจจุบันคนพม่าที่มีอายุ 60 ปี หรือมากกว่ามีสัดส่วนราว 9% ของประชากรทั้งประเทศ และประเมินกันว่า ภายในปี 2593 คนพม่าที่มีอายุมากกว่า 60 ปี จะมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 25% ของประชากรทั้งหมด
แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐก็เริ่มจับขอทานเหล่านี้ไปจากท้องถนน เพราะมองว่าเป็นเรื่องที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับประเทศ ทว่าแนวทางนี้ก็ไม่ได้แก้ปัญหาที่มีอยู่ นั่นคือคนในครอบครัวไม่มีความสามารถจะดูแลผู้สูงอายุได้







