
อุตฯจับมือก.วิทย์เร่งเพิ่มมูลค่าอาหารไทย
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เตรียมจับมือกระทรวงวิทย์ฯ ใช้นวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่มอาหาร
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เตรียมจับมือกระทรวงวิทย์ฯ ใช้นวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่มอาหาร
นางอรรชกา สีบุญเรือง รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และรักษาการอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เปิดเผยว่า ในปี 2557 ได้เตรียมงบประมาณไว้ประมาณ 50 ล้านบาท เพื่อทำโครงการ อุทยานอาหาร หรือไทยแลนด์ ฟู้ดวัลเลย์ ที่จะต่อเนื่องจากโครงการในปีนี้ โดยมุ่งนำนวัตกรรม งานวิจัย และเทคโนโลยีไปใช้พัฒนาให้อาหารไทยมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยมีแผนร่วมมือกับหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารไทย
ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา มีการใช้นวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่อาหารไทยในระดับที่น้อยอยู่ โดยกระทรวงวิทย์ฯ มีหน่วยงานที่พัฒนางานวิจัยและเทคโนโลยี จำนวนมาก
พร้อมกันนี้ ต้องการพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ยกระดับอาหารไทย และพัฒนาแหล่งผลิตในโรงงานทั้งระบบให้มีมาตรฐานและคุณภาพการผลิตสูงขึ้น เพื่อทำให้อุตสาหกรรมอาหารไทยมีผู้ประกอบการรุ่นใหม่ออกมาสู่ประเทศมากขึ้น รวมทั้งจะส่งเสริมการพัฒนาร้านอาหารและโรงแรมทั่วประเทศให้มีมาตรฐานการผลิตในระดับที่สอดคล้องกัน
ขณะที่ความคืบหน้าการทำโครงการฟู้ดวัลเลย์ใน 3 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงใหม่ นครราชสีมา และประจวบคีรีขันธ์ แล้ว ถือเป็นจังหวัดต้นแบบ (โมเดล) ที่นำเมนูอาหารพื้นบ้านมาพัฒนาและต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่อาหารแล้ว โดยเฉพาะ จ.นครราชสีมา ได้พัฒนาพันธุ์วัวสายพันธุ์พื้นบ้าน ที่ผสมพันธุ์พื้นเมืองโคราชกับสายพันธุ์วากิวของประเทศญี่ปุ่น และได้เลี้ยงไว้ในจำนวนหลายร้อยตัว รวมทั้งได้พัฒนาไก่พันธุ์พื้นเมืองให้มีคุณภาพสูง
สำหรับ จ.เชียงใหม่ และประจวบคีรีขันธ์ กำลังพัฒนาเมนูอาหารและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันต้องการพัฒนาเมนูอาหารในแต่ละภูมิภาคให้สามารถขยายตลาดและช่องทางจำหน่ายไปทุกภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อทำให้เมนูอาหารแต่ละพื้นที่กลายเป็นเมนูอาหารในระดับชาติ นอกจากนี้ สนใจที่จะนำรูปแบบของ 3 จังหวัดดังกล่าวไปขยายผลในจังหวัดอื่นต่อไป
อย่างไรก็ตาม กรมมีศูนย์ทั่วประเทศรวม 11 ศูนย์ ที่สามารถพัฒนาและให้ความรู้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารทั้งระบบ โดยสามารถเข้ามาปรึกษากับกรมเพื่อขอความร่วมมือสนับสนุนได้โดยเป้าหมายระยะยาว ต้องการทำให้ผู้ประกอบการกลุ่มอาหารทั้งรายใหม่และรายเก่ามีความเข้มแข็งมากขึ้น รวมทั้งสามารถพัฒนาธุรกิจและออกไปขยายตลาดในอาเซียน เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
“ปัญหาของเอสเอ็มอีไทยในปัจจุบันจะเป็นเรื่อง การขาดแคลนเงินทุนมากที่สุด และการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานที่มีฝีมือ และยังประสบปัญหาการรักษาแรงงานที่มีฝีมือให้ทำงานได้ต่อไปด้วย ดังนั้น การส่งเสริมใช้งานวิจัย การใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม มาส่งเสริมพัฒนาเอสเอ็มอีจึงมีความจำเป็นมาก” นางอรรชกา กล่าว







