posttoday
เศรษฐกิจไทยดับสนิท

เศรษฐกิจไทยดับสนิท

29 พฤศจิกายน 2556

ถือว่าหักปากกานักวิเคราะห์หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ถือว่าหักปากกานักวิเคราะห์หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ อีก 0.25% ส่งผลให้ดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 2.25% เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอลงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม

ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์การเงินส่วนใหญ่เชื่อว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่เดิม 2.5% ต่อปี เพื่อป้องกันเงินทุนไหลออกและอัตราเงินเฟ้อในประเทศที่อาจจะปรับตัวสูงขึ้น

แต่ทว่าเศรษฐกิจที่เข้าสู่ภาวะถดถอย เพราะเครื่องยนต์ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก ทั้งการส่งออก การบริโภค การลงทุน การใช้จ่ายภาครัฐ รวมถึงวิกฤตการเมืองที่ส่งผลกระทบเศรษฐกิจไทยปลายปีนี้และลากยาวไปถึงปีหน้า เพราะการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลส่อเค้ายืดเยื้อ ทำให้ กนง. ลดดอกเบี้ยปั๊มเศรษฐกิจเป็นการด่วน

ที่สำคัญ กนง.ยังปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปีนี้เหลือ 3% ต่อปี ลดลงจากที่ประมาณการไว้เดิม และยังประมาณการเศรษฐกิจปีหน้าจะโตได้แค่ 4% ต่อปีเท่านั้น จากที่คาดการณ์ไว้เดิม 4.8% ต่อปี แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยอ่อนแรงข้ามปี

แม้ว่าการประมาณการเศรษฐกิจปีหน้าของ กนง. จะเท่ากับประมาณการของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แต่ในส่วนของการขยายตัวเศรษฐกิจปีหน้า กนง.ประมาณการไว้ต่ำกว่าของ สศช. ที่ประมาณการเศรษฐกิจปีหน้าโตได้ถึง 45% ต่อปี

ขณะที่กระทรวงการคลังที่ประมาณการเศรษฐกิจเดือน ธ.ค.นี้ คาดว่าจะมีการปรับตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้มาอยู่ที่ 3% ต่อปี จากที่ประมาณการไว้เดิม 3.7% ต่อปี แต่สำหรับเศรษฐกิจปีหน้ากระทรวงการคลังยังมองว่าจะขยายตัวได้สูงถึง 5% ต่อปี

จากการประมาณการทั้ง 3 หน่วยงาน จะเห็นว่า กนง. ของ ธปท. มองว่าเศรษฐกิจไทยอ่อนแอชะลอตัวมากที่สุด เพราะ กนง.มองว่าเศรษฐกิจมีความเสี่ยงจากภายนอกและภายในประเทศ โดยเฉพาะวิกฤตทางการเมืองที่ส่อเค้าความรุนแรงและหาทางลงไม่ได้

ขณะที่ สศช. และกระทรวงการคลัง ยังมองว่า การส่งออกปีหน้าจะขยายตัวได้ดีจากปีนี้ไม่ขยายตัวเลย รวมถึงการใช้จ่ายภาครัฐจะได้อานิสงส์จากเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท และเงินกู้น้ำ 3.5 แสนล้านบาท ทำให้นักลงทุนมั่นใจและมีการบริโภคจับจ่ายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม จากการประกาศตัวเลขการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ล่าสุดเดือน ต.ค. 2556 มีมูลค่า 1.93 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวติดลบ 0.67% ส่งผลให้การส่งออกรอบ 10 เดือนของปีมีมูลค่า 1.91 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 0.02% จากที่ในรอบ 9 เดือน ยังขยายตัวอยู่ 0.05%

ขณะที่การส่งออกที่เหลืออีก 2 เดือน มีแนวโน้มที่แย่กว่าเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากมีปัญหาทางการเมือง ซึ่งเสี่ยงทำให้การส่งออกทั้งปีของไทยขยายตัวติดลบ จากที่ สศช.ประมาณการไว้ว่าจะโตได้ 0% หรือไม่ขยายตัว เมื่อเป็นเช่นนั้นเศรษฐกิจภาพรวมของไทยปีนี้ก็มีความเสี่ยงที่จะขยายตัวไม่ถึง 3% ต่อปี

สำหรับการส่งออกของไทยปีหน้ามีหลายฝ่ายเป็นห่วงว่าจะไม่ฟื้น เพราะการที่รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ไม่มีเวลาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการและประเทศ ทำให้สินค้าของไทยขายได้ยาก ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัว แต่การส่งออกของไทยก็ใช่ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

นอกจากนี้ การเบิกจ่ายที่รัฐบาลคิดว่าจะเป็นตัวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงท้ายของปี ตอนนี้ก็หมดหวังจากการเบิกจ่ายไม่ได้ เพราะการประท้วงของผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลมีการยึดกระทรวงต่างๆ ไม่สามารถทำงานได้ ทำให้การเบิกจ่ายชะงักไปด้วย

เมื่อเป็นเช่นนี้ เศรษฐกิจปีนี้จึงอยู่ในภาวะไร้ปัจจัยบวก การบริโภคและการลงทุนไม่สามารถกระตุ้นได้อีกต่อไป การท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบจากทางการเมือง ทำให้เศรษฐกิจปีนี้จอดสนิท

สำหรับเศรษฐกิจปีหน้าที่หวังว่าจะดีขึ้นก็เริ่มไม่แน่ เพราะเริ่มมีมรสุมที่ไม่คาดฝันเข้ามาตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้นปี ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกที่หวังไม่ได้เต็มร้อยว่าจะกลับมาขยายตัวได้ดี

การบริโภคภาคเอกชน หากวิกฤตการเมืองลากยาว ทำให้ประชาชนไม่อยู่ในอารมณ์จับจ่ายใช้สอย การบริโภคปีหน้าก็ทำท่าไม่ฟื้น

ที่สำคัญการเบิกจ่ายงบประมาณปกติก็ยังมีปัญหาเบิกจ่ายงบลงทุนได้ต่ำกว่าเป้าจำนวนมาก เพราะความไม่พร้อมของโครงการและการใส่เกียร์ว่างของข้าราชการจากความไม่แน่นอนทางการเมือง

นอกจากนี้ เงินกู้จาก พ.ร.ก.น้ำ 3.5 แสนล้านบาท มีแนวโน้มว่าจะแท้ง เพราะรัฐบาลไม่สามารถทำประชาพิจารณ์รับฟังผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้ เพราะมีประชาชนจำนวนมากไม่เห็นด้วย มีการต่อต้านการทำประชาพิจารณ์ในหลายจังหวัดจนเกิดการปะทะรุนแรง จนในบางจังหวัดต้องล้มการทำประชาพิจารณ์

นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ที่ปล่อยกู้ให้รัฐบาลก็เริ่มมีความกังวลว่าการปล่อยกู้จะผิดกฎหมาย เพราะ พ.ร.ก.กำหนดว่าให้กู้เงินได้ภายในวันที่ 30 มิ.ย. 2556 ที่ผ่านมาเท่านั้น การเซ็นสัญญากู้เงินและไม่มีการเบิกจ่ายจริง ทำให้สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย ส่งผลให้เงินกู้ตกหล่ม กู้ไม่ได้

ขณะที่ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท แม้ว่าจะผ่านสภาไปแล้ว แต่ก็ถูกส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ซึ่งอยู่ในภาวะอันตรายเพราะมีหลักฐานกดบัตรแทนกัน ซึ่งอาจส่งผลให้กระบวนตรากฎหมายไม่ชอบ ส่งผลให้ พ.ร.บ.เงินกู้เป็นโมฆะ ทำให้เศรษฐกิจปีหน้ามีปัญหาทันที เพราะการเบิกจ่ายภาครัฐในส่วนของงบลงทุนได้ฝังไว้ในงบ พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท

เมื่อเป็นเช่นนี้เศรษฐกิจปีหน้าก็อยู่ในภาวะวิกฤตมากขึ้นกว่าในปีนี้ เพราะสัญญาณการฟื้นตัวของเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งหมดยังมีปัญหา การส่งออกต้องลุ้นเศรษฐกิจโลกและต่อสู้กับประเทศคู่แข่งมากขึ้น การบริโภคไร้แรงกระตุ้นผสมกับรายได้เกษตรกรที่ลดลง การลงทุนยังไม่เชื่อมั่นทั้งเศรษฐกิจและปัญหาการเมืองที่ไม่นิ่งและอ่อนไหว การใช้จ่ายส่งเค้าล่มไม่ได้ตามเป้า

นอกจากนี้ เสถียรภาพรัฐบาลทำให้การบริหารเศรษฐกิจทำได้ไม่เต็มที่ และมีความเสี่ยงไม่ต่อเนื่อง หากต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองกลางคัน ซึ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยปีนี้และปีหน้า

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ ธปท.ลดการขยายตัวเศรษฐกิจทั้งปีนี้และปีหน้าต่ำลงมากกว่าที่หน่วยงานทางเศรษฐกิจคาดการณ์ไว้ จากที่ก่อนหน้านี้ กนง.จะเป็นหน่วยงานที่ประมาณการเศรษฐกิจสูงกว่า สศช. และกระทรวงการคลังมาตลอด

สัญญาณดังกล่าวเป็นการตอกย้ำว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ดับสนิท ส่วนปีหน้ายังดิ่งเพราะเครื่องยังสตาร์ทไม่ติด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท