posttoday
จะใช้สิทธิภาษี ต้องระวังเงื่อนไข

จะใช้สิทธิภาษี ต้องระวังเงื่อนไข

28 พฤศจิกายน 2556

ช่วงนี้ถ้าไม่นับเทศกาล “รวมพลคนรักประชาธิปไตย” ก็คงต้องยกให้เทศกาลภาษี เพราะใกล้ปลายปีทีไร เราจะเห็นโฆษณาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ หนังสือพิมพ์ หรือ Social Media ต่างๆ เช่น Facebook ฯลฯ ต่างก็พาเหรดนำเสนอผลิตภัณฑ์การเงินที่ให้สิทธิลดหย่อนภาษีกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น RMF, LTF, ประกันชีวิต หรือประกันบำนาญ ฯลฯ

ช่วงนี้ถ้าไม่นับเทศกาล “รวมพลคนรักประชาธิปไตย” ก็คงต้องยกให้เทศกาลภาษี เพราะใกล้ปลายปีทีไร เราจะเห็นโฆษณาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ หนังสือพิมพ์ หรือ Social Media ต่างๆ เช่น Facebook ฯลฯ ต่างก็พาเหรดนำเสนอผลิตภัณฑ์การเงินที่ให้สิทธิลดหย่อนภาษีกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น RMF, LTF, ประกันชีวิต หรือประกันบำนาญ ฯลฯ

ถ้าพูดถึงเรื่องสิทธิประโยชน์ภาษีที่จะได้แล้ว ผมว่าแทบทุกคนที่สนใจจะจำได้แม่นยำว่า ผลิตภัณฑ์แต่ละอย่างให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเท่าไหร่ อย่างเช่น เงินค่าซื้อ RMF หักลดหย่อนได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ และเมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กบข.แล้วต้องไม่เกิน 5 แสนบาท หรือเงินค่าซื้อ LTF หักได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ และไม่เกิน 5 แสนบาท (ไม่ต้องนับรวมเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กบข.) ส่วนเบี้ยประกันชีวิตสำหรับประกันชีวิตที่มีอายุกรมธรรม์ 10 ปี ขึ้นไป หักลดหย่อนได้ 1 หมื่นบาท ส่วนที่เกินจาก 1 หมื่นบาทแรกนั้น จะยกเว้นเงินได้ 9 หมื่นบาท รวม 1 แสนบาท แต่ไม่เกินเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย เป็นต้น

แต่พวกเราอย่าลืมนะว่า หน้าที่ของกรมสรรพากรคือการจัดเก็บภาษีเพื่อหาเงินมาพัฒนาประเทศ การที่กรมสรรพากรจะให้สิทธิลดหย่อนภาษีอะไรก็ตาม ก็จะให้เฉพาะเพื่อส่งเสริมให้เกิดสิ่งดีๆ กับประเทศ เช่น การลดหย่อนเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนให้คนในสังคมรู้จักการแบ่งปัน การลดหย่อนภาษีลูกกตัญญูเพื่อสนับสนุนความกตัญญู การลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตเพื่อสนับสนุนให้คนไทยรู้จักการออมเงินระยะยาวและบริหารความเสี่ยง ฯลฯ แต่นอกจากให้สิทธิประโยชน์แล้ว กรมสรรพากรก็จะกำหนดเงื่อนไขของการได้รับสิทธิประโยชน์นั้นๆ ด้วย เพื่อให้การให้สิทธิประโยชน์นั้นๆ สามารถก่อให้เกิดพฤติกรรมที่กรมสรรพากรคาดหวังอย่างแท้จริง อย่างเช่น เงื่อนไขของ RMF สำหรับให้คนไทยมีชีวิตวัยเกษียณที่ดี ก็จะกำหนดเงื่อนไขที่จะได้สิทธิประโยชน์สูงสุด คือ ต้องซื้อหน่วยลงทุนต่อเนื่องเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี และอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ซึ่งเป็นอายุเฉลี่ยสำหรับคนที่เกษียณอายุ

เงื่อนไขเหล่านี้นี่แหละที่หลายคนมองข้าม หรือไม่ได้ศึกษาอย่างละเอียด ทำให้การวางแผนภาษีต่างๆ แทนที่จะเป็นคุณ กลับเป็นโทษอย่างที่คาดไม่ถึง ยกตัวอย่างง่ายๆ หากเรามองเฉพาะเรื่องเงื่อนไขทางภาษีระหว่าง RMF LTF และประกันชีวิต พวกเราว่าเงื่อนไขทางภาษีของตัวไหนดีสุด...ลองเรียงลำดับในใจก่อนอ่านต่อนะครับ

เชื่อมั้ยครับ หากเรียงจากเงื่อนไขดีสุดไปแย่สุด คนส่วนใหญ่จะมองว่า

1.ประกันชีวิตเงื่อนไขดีสุดเพราะเชื่อว่าสิทธิลดหย่อนภาษีเบี้ยประกันชีวิตได้แล้วได้เลย ต่อให้เลิกซื้อในอนาคตก็ไม่ต้องคืน

2.LTF คือตัวที่ดีถัดมา เพราะเงื่อนไขถือแค่ 5 ปีปฏิทิน

3.RMF คือตัวที่เงื่อนไขแย่สุด เพราะต้องถือจนอายุ 55 ปีบริบูรณ์ และต้องลงทุนอย่างต่ำ 5 ปี

โดยอันดับ 1 กับ 2 อาจสลับกัน แต่ส่วนใหญ่แล้ว RMF จะครองอันดับแย่สุดตลอด

แต่หากให้ผมเรียงลำดับจากเงื่อนไขดีสุดไปแย่สุด ผมกลับให้ RMF เป็นอันดับ 1 LTF เป็นอันดับ 2 และประกันชีวิตเป็นอันดับ 3 สวนทางกับคนส่วนใหญ่ เพราะอะไรหรือครับ

เหตุผลเพราะตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฯ (ฉบับที่ 172) ซึ่งเป็นประกาศเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์และเงื่อนไขเกี่ยวกับเบี้ยประกันชีวิต และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฯ (ฉบับที่ 194) ซึ่งเป็นประกาศเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์และเงื่อนไขเกี่ยวกับเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ จะมีเงื่อนไขข้อหนึ่งที่เหมือนกัน ระบุว่า กรณีผู้มีเงินได้ที่ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้แล้ว และต่อมาได้ปฏิบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ผู้มีเงินได้จะหมดสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้และต้องเสียภาษีเงินได้สำหรับปีภาษีที่ได้นำเงินค่าเบี้ยประกันชีวิตไปหักออกจากเงินได้เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้มาแล้วพร้อมเงินเพิ่ม

ดังนั้น แม้เราจะซื้อประกันชีวิตที่มีสิทธิลดหย่อนภาษี เช่น อายุกรมธรรม์ตั้งแต่ 10 ปีก็ตาม แต่หากเราผิดเงื่อนไข เช่น หยุดชำระเบี้ยทำให้กรมธรรม์ขาดอายุ เราจะต้องยื่นแบบปรับปรุงภาษีเพื่อคืนภาษีที่ลดหย่อนและต้องเสียเงินเพิ่มด้วย ตัวอย่างเช่น เราซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตอายุกรมธรรม์ 15 ปี ชำระเบี้ย 7 ปี ปีละ 1 แสนบาท ได้ลดหย่อนภาษีปีละ 2 หมื่นบาท (ฐานภาษีสูงสุดอยู่ในอัตรา 20%) หากเราจะชำระเบี้ย 3 ปีแล้วหยุด เราก็ต้องยื่นแบบปรับปรุงภาษีเพื่อคืนภาษีที่ลดหย่อนและต้องเสียเงินเพิ่มด้วย หรือต่อให้เราชำระเบี้ยครบ 7 ปี แต่ถ้าเราขอรับเงินสดจากกรมธรรม์ก่อนครบ 10 ปี (ขอบอกก่อนว่าการขอรับเงินสดกรณีนี้ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยจะสิ้นสุดทันทีนะครับ) เราก็ต้องยื่นแบบปรับปรุงภาษีเพื่อคืนภาษีที่ลดหย่อนและต้องเสียเงินเพิ่มด้วยเช่นกัน

หลักการพิจารณาของกรมสรรพากรในเรื่องประกันชีวิตว่าเราผิดเงื่อนไขหรือไม่ คือ กรมสรรพากรจะพิจารณาว่าความคุ้มครองของกรมธรรม์ยังมีผลครบ 10 ปีหรือไม่ ดังนั้น หากกรณีเรามีความจำเป็นไม่สามารถชำระเบี้ยประกันชีวิตต่อได้ แต่ไม่อยากคืนภาษี ไม่อยากเสียเงินเพิ่ม ก็ลองพิจารณาใช้มูลค่าเงินสำเร็จ คือ ระยะเวลาสัญญาความคุ้มครองจะเท่าเดิม แต่จำนวนเงินเอาประกันภัยจะลดลง ตัวอย่างเช่น ทุน 2 แสนบาท ส่งไปแล้ว X ปี ใช้เงินสำเร็จ 1.2 แสนบาท = เสียชีวิตหรือครบสัญญา รับ 1.2 แสนบาท หรืออาจใช้มูลค่าขยายเวลา คือ จำนวนเงินเอาประกันภัยจะเท่าเดิมตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ แต่ระยะเวลาความคุ้มครองใหม่จะลดลงเหลือเท่ากับที่ระบุไว้ในตาราง ตัวอย่าง ทุน 2 แสนบาท ส่งไปแล้ว X ปี ขยายเวลาคุ้มครอง 7 ปี = 7 ปีที่ไม่ได้ส่งเบี้ยประกัน หากเสียชีวิตใน 7 ปีนี้ รับ 2 แสนบาท ครบ 7 ปี กรมธรรม์ก็จะสิ้นสุดอายุ สิ่งที่ต้องคำนึงหากใช้มูลค่าขยายเวลา คือ เวลาที่ขยายความคุ้มครองรวมกับเวลาที่เราชำระมาแล้ว ต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 10 ปีนะครับ

ดังนั้น ใครที่คิดจะผิดเงื่อนไขประกันไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต หรือประกันบำนาญ ก็คิดให้ดีครับ หรือผิดเงื่อนไขไปแล้ว ก็ดำเนินการให้ถูกต้องด้วยครับ ส่วนครั้งหน้า ผมจะมาเปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ภาษีระหว่าง RMF กับ LTF ต่อครับ

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง