
Biz Monitor
คาโกเมะเร่งดันตลาดน้ำมะเขือเทศ
คาโกเมะเร่งดันตลาดน้ำมะเขือเทศ
นายคาซูนาริ ยามาโมโตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอสถสภาคาโกเมะ ผู้ทำตลาดน้ำมะเขือเทศคาโกเมะ เปิดเผยว่า แผนธุรกิจ 5 ปีนี้บริษัททุ่มงบตลาด 1,000 ล้านบาท เปิดตัวเครื่องดื่มน้ำมะเขือเทศ 10รายการ เพื่อเร่งสร้างน้ำมะเขือเทศให้เป็นอีกหนึ่งเซ็กเมนต์ในตลาด โดยชูจุดขายไลโคปีน รวมทั้งสร้างการรับรู้แบรนด์คาโกเมะในฐานะผู้เชี่ยวชาญน้ำมะเขือเทศ หลังจากนั้นจะบุกตลาดอาหารต่อยอดจากเครื่องดื่ม จากปัจจุบันในญี่ปุ่นมีสินค้ากลุ่มอาหาร อาทิ ซอสมะเขือเทศ คุกกี้ ขนมเจลลี และช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีนี้ ทุ่มงบ 100 ล้านบาท เปิดตัวน้ำมะเขือเทศผสมน้ำผลไม้ บรรจุภัณฑ์ขวดเพ็ตลงสู่ตลาดน้ำผลไม้ระดับกลาง เพื่อลุยตลาดน้ำผลไม้มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท พร้อมทั้งคาดว่าภายใน 10 ปี จากนี้ตลาดเครื่องดื่มน้ำมะเขือเทศจะมีมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท
นายยามาโมโตะ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เปิดตัวน้ำมะเขือเทศเข้มข้น 100% เจาะกลุ่มวัยทำงาน 30 ปีขึ้นไป ส่วนการเปิดตัวน้ำมะเขือเทศผสมน้ำแอปเปิ้ล และน้ำผลไม้รวม 2 รสชาติ ขนาด 300 มล. ราคา 20 บาท เพื่อสร้างให้เป็นเครื่องดื่มที่ดื่มง่ายขึ้น เมื่อเทียบกับน้ำมะเขือเทศ 100% มีข้อจำกัดดื่มยาก ซึ่งจะทำให้คาโกเมะเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย 23-29 ปี
ขณะที่สภาพตลาดน้ำผลไม้มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท มีอัตราการเติบโต 10% แบ่งเป็น น้ำผลไม้ระดับบนมีมูลค่า 5,000-6,000 ล้านบาท มีอัตราการเติบโต 10% น้ำผลไม้ระดับกลางมูลค่า 6,000 ล้านบาท เติบโต 7% และระดับล่างมูลค่า 1,000 ล้านบาท ส่วนตลาดฟังก์ชันนัลดริงก์เข้มข้นมูลค่า 1.8 หมื่นล้านบาท ปีนี้เติบโต 9%
“ที่ผ่านมาไม่มีผู้ประกอบการรายใดทำตลาดน้ำมะเขือเทศจริงจัง ค่ายน้ำผลไม้มีเพียงน้ำมะเขือเทศทำตลาดรสชาติเดียว แต่ตลาดกลับมีอัตราการเติบโตสูงถึง 61% จากการที่กลุ่มวัยทำงานและคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเอง โดยเฉพาะรูปร่างหน้าตาและผิวพรรณ” นายยามาโมโตะ กล่าว
สำหรับในอีก 10ปีข้างหน้านี้ บริษัทวางเป้าหมายสร้างเซ็กเมนต์น้ำมะเขือเทศมีมูลค่า 1,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับตลาดน้ำผักและผลไม้มีมูลค่า 700 800ล้านบาท และยังเป็นตลาดที่เล็ก โดยยูนิฟ เป็นผู้นำตลาดครองส่วนแบ่ง 70-75% ส่วนคาโกเมะตั้งเป้ามีส่วนแบ่ง 40% ในอีก 2ปีข้างหน้านี้
นอกจากนี้แผน 23ปี บริษัทจะเข้าไปเปิดตลาดอาเซียน ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาตลาด พฤติกรรมของผู้บริโภค และสภาพตลาดใน พม่า เวียดนาม มาเลเซีย ขณะที่ตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและความงามเป็นตลาดที่เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์เข้มข้นโต 10% รายได้ปี 57 ตั้งเป้า 200 ล้านบาท และปี 58 ตั้งเป้า 300 ล้านบาท
เมโทรไนน์ตั้งเป้าโต 50% ปีหน้า
นายสมบัติ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการร่วม บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ เปิดเผยว่า หลังจากเปิดตัวเมโทร ไนน์ พื้นที่เชิงพาณิชย์ที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินพระราม 9 ไปเมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา พบว่า ได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มธุรกิจค้าปลีก โดยมียอดจองเต็ม 100% รองรับได้ 30 ร้านค้า โดยคาดว่าปีนี้บริษัทจะมีรายได้จากธุรกิจค้าปลีก 390 ล้านบาท ส่วนปี 2557 ตั้งเป้าโต 50% เนื่องจากพื้นที่เชิงพาณิชย์ในสถานีพระราม 9 ที่ลงทุนไป 40 ล้านบาท มีผู้โดยสารสัญจรไปมามากที่สุดเป็นอันดับ 2 จากทั้งหมด 11 สถานี ซึ่งปีนี้บริษัทมีรายได้จากธุรกิจสื่อโฆษณาภายในสถานีและในขบวนรถไฟฟ้า 60% ธุรกิจบริหารพื้นที่ร้านค้าปลีก 10% และธุรกิจให้บริการระบบสัญญาณโทรคมนาคม 30% ขณะที่รายได้รวมจะเติบโต 1020%นอกจากนี้ บริษัทฯ มีแผนเพิ่มกิจกรรมทางการตลาดในปี 2557 โดยเตรียมพัฒนาพื้นที่เพื่อจัดกิจกรรมมากขึ้น ไม่ใช่เพื่อเพียงค้าปลีกแต่อย่างเดียว ซึ่งการจัดกิจกรรมก็จะมีส่วนช่วยเพิ่มจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าไปด้วย
เมก้า ไลฟ์ไซแอ๊นซ์ ทุ่ม 450 ล้านบาท เปิดโรงงาน
นายวิเวก ดาวัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ๊นซ์ เปิดเผยว่า ได้ทุ่มงบ 450 ล้านบาท เปิดโรงงานแห่งใหม่ที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิตแคปซูลนิ่มเพิ่มขึ้นจาก 2,100 ล้านแคปซูล เป็น 3,800 ล้านแคปซูลต่อปี เพื่อรองรับการขยายตัวด้านส่งออกไปจำหน่ายยัง 29 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งเพิ่มศักยภาพการผลิตแคปซูลแข็งจาก 113 ล้านแคปซูล เป็น 185 ล้านแคปซูลต่อปี ยาเม็ดจาก 233 ล้านเม็ด เป็น 342 ล้านเม็ดต่อปี ยาชนิดผงจาก 15 ล้านซอง เป็น 22 ล้านซองต่อปี รวมถึงกำลังการบรรจุขวดจะเป็น 18 ล้านขวดต่อปี และยาในบรรจุภัณฑ์ชนิดแผงจะเป็นปีละ 140 ล้านแผง
ทั้งนี้ บริษัทได้ทุ่มเม็ดเงินลงทุนสำหรับห้องปฏิบัติการควบคุมคุณภาพ และจ้างผู้เชี่ยวชาญกว่า 150 คนที่ทำงานอย่างทุ่มเทในการควบคุมคุณภาพ การประกันคุณภาพและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งรวมถึงนักเคมีและเภสัชกรกว่า 100 คน ห้องปฏิบัติการมีพื้นที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม 80 % แบ่งออกเป็นส่วนควบคุมคุณภาพซึ่งมีขนาด 748 ตารางเมตร และส่วนพัฒนาผลิตภัณฑ์ซึ่งมีขนาด 389 ตารางเมตร โดยทั้งหมดนี้ได้รับการรับรองคุณภาพจากสถาบัน Therapeutic Goods Administration ของออสเตรเลียในปี 2536 และThe Federal Institute for Drugs and Medical Devices (BfArM – ประเทศเยอรมนี) ในปี 2544 อีกทั้งได้ดำเนินงานตามมาตรฐานการผลิตของสหภาพยุโรป (European Union Good Manufacturing Practices) และยังได้รับการรับรองจากสถาบันต่างๆ จากอีกหลายประเทศทั่วโลก
“ในฐานะผู้บุกเบิกเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ที่สูงขึ้นให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงสุขภาพให้มีมาตรฐานการผลิต เช่นเดียวกับการผลิตยาในระดับสากล เราจึงลงทุนเพิ่มเติมในด้านคุณภาพ พร้อมกับนำรายได้ของบริษัทประมาณ 1.5% – 2% เพื่อใช้ในการค้นคว้าวิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในปัจจุบันเรามี 627 ผลิตภัณฑ์ ที่ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนแล้ว และอีก 138 ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในขั้นตอนการพัฒนา เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง รวมทั้งมั่นใจในประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนดูแลตัวเองให้มีสุขภาพที่ดี และเพิ่มศักยภาพของบริษัทในการแข่งขัน” คุณวิเวก กล่าวเสริม
ปัจจุบัน เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ มีโรงงานทั้งหมด 3 แห่ง อยู่ในประเทศไทย 2 แห่ง ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู และอีกหนึ่งแห่งที่นอกเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นโรงงานใหม่ที่มีมูลค่า 240 ล้านบาท และได้เปิดดำเนินการผลิตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“การพัฒนาด้านต่างๆ ของบริษัทเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต เพื่อสานต่อพันธกิจที่เรายึดมั่นเพื่อช่วยให้ทุกคนมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ดังปณิธานของบริษัทที่ว่าเราห่วงใยในสุขภาพของประชาชน” คุณวิเวก สรุป







