
ทุ่ม200ล้านผุดสาขามาเลเซีย
สลิมอัพฯ บุกตลาดต่างประเทศ ทุ่มกว่า 200 ล้านบาท ขยายสาขามาเลเซียปีนี้ 4 แห่ง
สลิมอัพฯ บุกตลาดต่างประเทศ ทุ่มกว่า 200 ล้านบาท ขยายสาขามาเลเซียปีนี้ 4 แห่ง
น.ส.ทรงสมร พาณิชย์ ผู้บริหารอาวุโส สถาบันลดน้ำหนักและกระชับสัดส่วน สลิมอัพเซ็นเตอร์ เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนขยายสาขาในประเทศในภูมิภาคเอเชีย โดยได้เปิดสาขาแรกที่ประเทศมาเลเซียไปแล้วเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และกำลังจะเปิดสาขาที่ 2 เร็วๆ นี้ คาดว่าทั้งปีนี้จะเปิดให้ได้ 4 สาขา ใช้งบลงทุนทั้งสิ้น 200 ล้านบาท
“สาเหตุของการเลือกเปิดสาขาที่มาเลเซียเป็นประเทศแรก เพราะประชากรมาเลเซียมีความสนใจในการลดน้ำหนักและกระชับสัดส่วน ขณะที่ตลาดในไทยบรรลุเป้าหมายแล้ว อิตาลีดำเนินกิจการในประเทศไทยจนบรรลุเป้าหมายแล้ว จึงขยายไปยังตลาดในต่างประเทศ สำหรับประเทศต่อไปที่บริษัทจะเข้าไปลงทุนนั้น กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณา” น.ส.ทรงสมร กล่าว
สำหรับตลาดในไทยปีนี้แม้ว่าจะมีปัญหาทางด้านการเมือง และบางสาขาของบริษัทไม่สามารถดำเนินการได้ เช่น สาขาเซ็นทรัลเวิลด์และสาขาชิดลม แต่บริษัทได้จัดการโยกย้ายถ่ายลูกค้าไปใช้บริการในสาขาที่เปิดบริการได้ปกติ ดังนั้นในภาพรวมแล้วบริษัทจึงไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่สถานการณ์ภายในประเทศยังไม่สงบ ทางบริษัทจึงตั้งเป้าเติบโตทางด้านรายได้ไว้ที่ 25% เท่ากับปีที่ผ่านมา ซึ่งหากประเทศไทยไม่มีปัญหาทางการเมือง ปีนี้บริษัทคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตมากกว่า 25% อย่างแน่นอน
ด้านแผนการลงทุนในปีนี้ เนื่องจากบริษัทเปิดสาขาครบ 40 สาขา แยกเป็นสาขาในกรุงเทพฯ 34 สาขา และต่างจังหวัด 6 สาขา ครอบคลุมความต้องการของกลุ่มเป้าหมายแล้ว ดังนั้นในปีนี้บริษัทจึงยังไม่มีแผนการขยายสาขาใหม่เพิ่ม แต่จะมุ่งขยายสาขาในต่างประเทศมากกว่า
น.ส.ทรงสมร กล่าวว่า ปีนี้บริษัทยังจัดทำแผนการตลาดอย่างต่อเนื่อง เช่น งบส่งเสริมตลาดผ่านสื่อ และ ณ จุดขาย วงเงิน 300 ล้านบาท ส่วนงบทางด้านการพัฒนาคุณภาพและเทคโนโลยีในการดำเนินงานปีนี้ บริษัทเพิ่มงบดังกล่าวมากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 1 เท่า จาก 300 ล้านบาท เป็น 600 ล้านบาท
สำหรับภาพรวมตลาดลดน้ำหนักและกระชับสัดส่วนในประเทศไทยยังเป็นตลาดที่มีการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะการแข่งขันทางด้านราคายังคงมีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทได้จัดโปรโมชันในบางโอกาสให้ลูกค้าได้ทดลองบริการใหม่ๆ เท่านั้น ไม่ได้เข้าไปแข่งขันทางด้านราคาอย่างจริงจัง ประกอบกับการปรับตำแหน่งทางการตลาดของบริษัทเป็นผู้ให้บริการกระชับสัดส่วน พัฒนาบุคลิกภาพ ความคิด และสุขภาพ ที่แตกต่างจากคู่แข่งในบางส่วน จึงไม่เป็นที่น่าเป็นห่วงกับการแข่งขันในตลาดดังกล่าว
ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายของบริษัทในปัจจุบันมีสัดส่วนคนทำงานมากที่สุดคิดเป็น 45% นักเรียน นักศึกษา 14% เจ้าของธุรกิจ 25% แม่บ้าน 8% และอื่นๆ 7%







