
ลุ้นเวียดนามขาขึ้นแนะลงทุน อย่าร่วมทุน
หลังเติบโตอย่างร้อนแรง เศรษฐกิจเวียดนามชะลอตัวอย่างชัดเจนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางสารพัดปัญหา ทั้งขาดดุลการค้าการคลัง เงินเฟ้อสูง
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
หลังเติบโตอย่างร้อนแรง เศรษฐกิจเวียดนามชะลอตัวอย่างชัดเจนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางสารพัดปัญหา ทั้งขาดดุลการค้าการคลัง เงินเฟ้อสูง และภาวะฟองสบู่จากการเก็งกำไร จนทำให้เวียดนามปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่ ปัญหาต่างๆ กำลังคลี่คลายและเศรษฐกิจเริ่มผงกหัวขึ้น
ธาราบดี ซึ้งอดิชัยวิทย์ ผู้จัดการทั่วไป ธนาคารกรุงเทพ (สาขาเวียดนาม) กล่าวในงาน “อนาคตเศรษฐกิจไทย ภายใต้ประชาคมอาเซียน” ว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เวียดนามใช้นโยบายเศรษฐกิจที่เน้นการเติบโตปีละ 78% แต่การเติบโตดังกล่าวไม่ได้เข้าถึงภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) กลับตกไปอยู่ที่ตลาดหุ้นและภาคอสังหาริมทรัพย์ ทำให้เงินเฟ้อสูงมาก 19-20% และเกิดปัญหาต่างๆ รวมถึงหนี้เสียมหาศาลจนรัฐบาลเวียดนามต้องหันกลับมาคิดเรื่องการเติบโตอย่างมีคุณภาพมากขึ้นในปี 2555 ทำให้เริ่มคุมเงินเฟ้อได้เหลือ 6-7% ขณะที่การส่งออกก็เพิ่มเป็นเดือนละ 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จาก 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อ 8 ปีก่อน
เวียดนามกำลังปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างมาก จากเดิมที่เคยเน้นส่งออกสิ่งทอ แต่ปัจจุบันกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าไอทีรายใหญ่ เพราะบริษัทระดับโลกเข้ามาลงทุนหลายราย อาทิ อินเทล ซัมซุง เฉพาะซัมซุงส่งออกมากถึง 3.3 แสนล้านบาทในปีที่แล้ว และหากโรงงานแห่งใหม่เสร็จก็อาจเพิ่มเป็น 6-7 แสนล้านบาท
ขณะนี้เศรษฐกิจเวียดนามเริ่มดีขึ้น จึงเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจไทยที่ต้องการลดต้นทุน หาวัตถุดิบ หรืออยากเข้าไปเจาะตลาดเวียดนามที่มีประชากร 90 ล้านคน
ผู้ประกอบการไทยต้องเข้าใจด้วยว่า การลงทุนช่วง3 ปีแรก ไม่มีใครได้กำไร จะเริ่มคืนทุนหลังจากนั้น และหากผู้ประกอบการไทยต้องการทำธุรกิจในเวียดนามควรลงทุนเอง 100% อย่าร่วมทุนเป็นอันขาด เพราะแทบไม่มีคนประสบความสำเร็จ อีกทั้งอย่าให้เครดิตยาวๆซื้อขายต้องใช้เงินสดเท่านั้น หรือเก็บเงินเมื่อส่งของ ไม่เช่นนั้นจะเสี่ยงมาก
นอกจากนี้ ตลาดเวียดนามยังผันผวน เพราะกฎหมายปรับใหม่ตลอด ผู้บริหารจึงต้องอยู่ที่เวียดนามและมีอำนาจตัดสินใจได้ ไม่ต้องรอขออนุมัติจากสำนักงานใหญ่ที่เมืองไทย ซึ่งจะเสียเวลาและไม่ทันการณ์
สันติ วิศวเมธีกุล ผู้จัดการอาวุโส บริษัท ศรีไทย (เวียดนาม) มองว่า การลงทุนในเวียดนามไม่ยากอย่างที่คิด แต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่หวัง ดังนั้น ต้องศึกษา เตรียมพร้อม และควรเลือกประเภทธุรกิจที่มีความถนัดหรือมีกิจการอยู่แล้ว โดยเฉพาะในเวียดนาม ผู้ประกอบการไทยต้องหลีกเลี่ยงการร่วมทุน เพราะโอกาสสำเร็จต่ำมาก และต้องส่งคนไปบริหาร อย่าปล่อยให้คนท้องถิ่นดูแล
ด้าน มาลินี หาญบุญทรง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ อธิบายว่า ตอนนี้เวียดนามเปลี่ยนจากการผลิตแบบจำนวนมากๆมาเน้นคุณภาพให้ได้มาตรฐานสากล เวียดนามเป็นทั้งคู่ค้าและคู่แข่ง หากมองในแง่บวกก็มีโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย
โดยเวียดนามแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ตอนเหนือ ตอนกลาง และตอนใต้ โดยทางเหนือส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ไอที รถยนต์ จักรยานยนต์ ตอนกลางจะเน้นเพาะปลูกผลไม้ กาแฟ และพืชที่ต้องการอากาศเย็น และทางใต้จะเป็นอุตสาหกรรมการเกษตรและประมง มีแหล่งวัตถุดิบมาก ถือเป็นแหล่งอาหารของเวียดนาม
คนเวียดนามมีกำลังซื้อ ทั้งที่ค่าครองชีพสูง เนื่องจากคนเวียดนามส่วนใหญ่ทำงานเสริมจากอาชีพปกติ ทำให้มีรายได้มากขึ้น เมื่อแยกพฤติกรรม คนเวียดนามทางเหนือชอบสินค้าคงทนเป็นอันดับแรก ตามด้วยรูปลักษณ์ทันสมัย และราคาขึ้นอยู่กับคุณภาพ แต่คนทางใต้ชอบความทันสมัย รุ่นใหม่ มีความหลากหลาย และชอบแบรนด์เนม
อุษา ไวยเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงฮานอย บอกว่า คนเวียดนามนิยมสินค้าไทย เพราะมีจุดเด่นเรื่องคุณภาพ ขณะที่สินค้าจีนทะลักเข้าไปมาก แต่คนเวียดนามก็ไม่ได้นิยมแม้จะมีราคาถูก
สำหรับคนเวียดนามตอนเหนือมีลักษณะชาตินิยมมากกว่าตอนใต้ นิยมสินค้ามีแบรนด์เพราะน่าเชื่อถือกว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นแบรนด์ดังๆ ส่วนการเจรจาธุรกิจ คนเวียดนามเหนือจะใช้เวลาในการตัดสินใจมากกว่าคนทางใต้ และนิยมติดต่อแบบเห็นหน้า ไม่ชอบใช้อีเมลหรือโทรศัพท์







