posttoday
LTF-RMFพยุงหุ้นปลายปี

LTF-RMFพยุงหุ้นปลายปี

27 พฤศจิกายน 2556

คาด2เดือนจ่อซื้อ1.9-3.9หมื่นล้านตปท.ถล่ม9พันล้านเน้นBTSTMB

คาด2เดือนจ่อซื้อ1.9-3.9หมื่นล้านตปท.ถล่ม9พันล้านเน้นBTSTMB

ดัชนีดีดกลับแรงคาด LTF-RMF ลุยหุ้นสิ้นปี ต่างชาติถล่ม9,000 ล้านบาท ชิงทิ้ง BTS-TMB

ตลาดหุ้นไทยพลิกล็อก พุ่งแรงสวนทางตลาดหุ้นเอเชีย และให้น้ำหนักการยกระดับการชุมนุมที่มีการบุกเข้าไปสถานที่ราชการหลายแห่งน้อยกว่าที่คาด แม้ว่าดัชนีจะเปิดลดลงจากวันก่อน แต่ระหว่างวันกลับพุ่งขึ้นสูงสุดที่ระดับ 1,367.02 จุด หรือบวกกว่า 14 จุด ก่อนที่จะอ่อนมาปิดที่ 1,358.69 จุด เพิ่มขึ้น 5.83 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่นถึง 50,172.06 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติเทขายหนัก 9,297 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนในประเทศทุกกลุ่มซื้อสุทธิ รายย่อยช้อนเก็บไว้ 4,299 ล้านบาท สถาบันซื้อ 3,573 ล้านบาท พอร์ตบริษัทหลักทรัพย์ซื้อ 1,424 ล้านบาท

มาร์เก็ตติ้ง เปิดเผยว่า นักลงทุนอย่าตกใจกรณีนักลงทุนต่างชาติมียอดขายหุ้นมากกว่า 9,000 ล้านบาท เพราะมาจากการทิ้งหุ้นบริษัท บีทีเอส กรุ๊ปโฮลดิ้งส์ (BTS) และธนาคารทหารไทย (TMB) ก่อนที่จะถูกนำเข้าคำนวณดัชนี MSCI ในวันที่ 27 พ.ย.นี้ ทำให้มูลค่าซื้อขายหุ้นทั้งสองตัวเพิ่มขึ้นผิดปกติจากหลักร้อยล้านหรือพันล้านบาท เป็นจำนวน 4,390 ล้านบาท และ 3,100 ล้านบาท ตามลำดับ

“ต่างชาติชิงขายหุ้นทั้งสองตัวก่อนวันที่เข้าคำนวณ นับว่าแปลกมากเพราะปกติมักจะปรับพอร์ตในวันที่มีผล และส่วนใหญ่มักจะซื้อ แต่กลับขายออกอาจจะเป็นเพราะหุ้นทั้งสองตัวไม่ถูก ราคาไม่ปรับตัวลงตามตลาดโดยรวมเลย” มาร์เก็ตติ้ง เปิดเผย

นอกจากนี้ แรงขายหุ้นอย่างหนักของต่างชาติทำให้โบรกเกอร์ที่มีส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) สูงสุดเปลี่ยนไป จากปกติบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์กิมเอ็ง เป็นแชมป์ตลอด ครั้งนี้ บล.ภัทร มีส่วนแบ่งสูงสุด 9% ตามด้วย บล.เครดิต สวิส 8% และ บล.กสิกรแมคควอรี่ 6.7% และ บล.เมย์แบงก์ฯ 6.01%

สำหรับดัชนีหุ้นโดยรวมดีดกลับแรงนั้น นักวิเคราะห์ บล.โนมูระ พัฒนสิน กล่าวว่า ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเม็ดเงินจากกองทุนหุ้นรวมระยะยาว (LTF) และกองทุนเพื่อเกษียณอายุ (RMF) ที่ทยอยเข้าซื้อหุ้น ซึ่งคาดว่าจะมีเม็ดเงินจากกองทุนทั้งสองประเภทนี้เข้ามารวมประมาณ 1.9-3.9 หมื่นล้านบาท และจะช่วยสนับสนุนดัชนีหุ้นในเดือนนี้

ตลาดหุ้นปรับตัวลงแรงรับข่าวร้ายๆ มากไปแล้ว นักลงทุนต่างชาติขายเดือน พ.ย.เดือนเดียวกว่า 3.4 หมื่นล้านบาท จนดัชนีลงมาซื้อขายที่พี/อี 12 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าพี/อีเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ที่ 13 เท่า จึงดึงดูดให้เม็ดเงินเข้ามาลงทุนระยะสั้น และคาดว่าดัชนีช่วงปลายปีถึงต้นปีหน้าน่าจะอยู่ที่ 1,387-1,400 จุด

นายศุภกร สุนทรกิจ กรรมการผู้จัดการ บล.เอเชียเวลท์ กล่าวว่า หากเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นมา คาดว่าน่าจะเห็นระดับ 1,200 จุด

ทั้งนี้ บล.เอเชียเวลท์ ได้จัดทำดัชนีความเสี่ยง พบว่า ขณะนี้พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 76% เทียบกับช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ต่ำกว่า 20% สาเหตุหลักมาจากการเมือง

“หากค่าดัชนีเกิน 75% จะเป็นระดับที่เตือนให้ผู้ลงทุนควรชะลอการลงทุนในตลาดหุ้น ลดการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยหันไปถือเงินสดมากขึ้น หรือไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศ” นายศุภกร กล่าว

สำหรับตลาดหุ้นในปี 2557 หากสถานการณ์คลี่คลายลงคาดว่าดัชนีหุ้นน่าจะอยู่ในช่วง 1,550-1,664 จุด ได้ บนสมมติฐานกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เติบโต 16%

นายพิชิต อัคราทิตย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เอเชียเวลท์ กล่าวว่า แผน 3 ปีของบริษัท หรือในปี 2559 จะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท เพิ่มเป็น 700-1,000 ล้านบาท และตั้งเป้าว่าในปี 2557 จะมีส่วนแบ่งการตลาด 2.5% และปี 2559 เพิ่มเป็น 4.25%

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท