
"ตลาดไทย"สู่ฮับอาเซียนอัด 2,000 ล้านปรับซัพพลายเชน
ทุกวันนี้ตลาดไทจัดเป็นศูนย์ค้าส่งผักและผลไม้สดใหญ่ที่สุดในไทย จากการเป็นแหล่งการซื้อขายของเหล่าบรรดาพ่อค้าแม่ค้ามากกว่า 50% ของทั้งประเทศ และเปรียบเสมือนเป็นฮับในอาเซียนอยู่แล้ว แต่ตลาดไทจำเป็นต้องปรับตัวทิ้งห่างคู่แข่งอย่างเวียดนาม และมุ่งปั้นไทยสู่การเป็นฮับค้าส่งผักและผลไม้สดอาเซียนอย่างเต็มตัว เพื่อชิงเค้กในตลาดที่มีมูลค่ามหาศาลถึง 2.7 ล้านล้านบาท
ทุกวันนี้ตลาดไทจัดเป็นศูนย์ค้าส่งผักและผลไม้สดใหญ่ที่สุดในไทย จากการเป็นแหล่งการซื้อขายของเหล่าบรรดาพ่อค้าแม่ค้ามากกว่า 50% ของทั้งประเทศ และเปรียบเสมือนเป็นฮับในอาเซียนอยู่แล้ว แต่ตลาดไทจำเป็นต้องปรับตัวทิ้งห่างคู่แข่งอย่างเวียดนาม และมุ่งปั้นไทยสู่การเป็นฮับค้าส่งผักและผลไม้สดอาเซียนอย่างเต็มตัว เพื่อชิงเค้กในตลาดที่มีมูลค่ามหาศาลถึง 2.7 ล้านล้านบาท
ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ประธานกรรมการ บริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ เจ้าของตลาดไท เปิดเผยว่า แผนลงทุน 3 ปี หรือระหว่างปี 2556-2558 บริษัททุ่มงบ 2,600 ล้านบาท เพื่อผลักดันตลาดไทก้าวสู่การเป็นฮับหรือศูนย์กลางค้าส่งผักและผลไม้สดในอาเซียน คาดจะก่อให้เกิดมูลค่าการซื้อการขายในตลาดไทเพิ่มจาก 1.8 แสนล้านบาท เป็น 3.6 แสนล้านบาท ในอีก 10 ปีข้างหน้า
สำหรับการลงทุนในตลาดไทครั้งนี้ เป็นการยกระดับมาตรฐานระบบซัพพลายเชน เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันรองรับกับการทำตลาดระดับภูมิภาค จากปกติจะมีสินค้าเกษตรเข้าออกมากกว่า 1.5 หมื่นตันต่อวัน แบ่งเป็นการลงทุนในปีหน้า 1,000 ล้านบาท สร้างศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าใหม่ สามารถรองรับสินค้าเพิ่มจาก 1,000 ตันต่อวัน เป็น 3,000 ตันต่อวัน
นอกจากนี้ ได้เพิ่มคลังสินค้า การผลิต บรรจุหีบ และห้องเย็น โดยตลาดไทจะเป็นศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าทันสมัยที่สุดในอาเซียน รองรับกับจำนวนร้านค้าที่เพิ่มขึ้น 15-20% จากปัจจุบันมีราว 3,000 แห่ง รวมทั้งแผนขยายฐานลูกค้ากลุ่มร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ล่าสุดเทสโก้ โลตัส เป็นลูกค้าที่ใช้บริการ ส่วนการลงทุน 130 ล้านบาท สร้างศูนย์คอนเทนเนอร์ใหม่ รองรับ 1.31 หมื่นคอนเทนเนอร์ต่อปี
ประดิษฐ์ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างประเมินโครงการลงทุน 600 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดินใกล้ตลาดไท 50 ไร่ จากปัจจุบันมีทั้งหมด 450 ไร่ ที่บริเวณรังสิต สำหรับการก่อสร้างศูนย์คอนเทนเนอร์เพิ่มเป็น 6 หมื่นคอนเทนเนอร์ต่อปี รองรับการนำเข้าผลไม้สดได้ 5 ปี ซึ่งเป็นสินค้านำเข้าของไทยที่เติบโตแบบก้าวกระโดดมากกว่า 26% หรือมีมูลค่า 2.46 หมื่นล้านบาท และนำมาขายในตลาดไทมูลค่า 1 หมื่นล้านบาท
ขณะที่งบลงทุนอีก 900 ล้านบาท เพื่อยกระดับมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานหลักตลาดไท โดยดำเนินการติดตั้งโครงข่ายไฟเบอร์ออพติกแกนหลักยาว 2 กิโลเมตร เครื่องสูบน้ำจำนวน 4 เครื่อง และโรงบำบัดน้ำเสีย 2 โรง พร้อมกำลังศึกษาเปลี่ยนขยะอินทรีย์ในตลาด 5.5 หมื่นตันต่อปี ผลิตเป็นกระแสไฟฟ้า สู่พันธกิจพัฒนาตลาดไทเป็นตลาดสีเขียว
นับว่าเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดของตลาดไทในรอบ 18 ปี และเป็นงบที่สูงมากสำหรับผู้ดำเนินธุรกิจศูนย์ค้าส่งผักและผลไม้สดในอาเซียน เพราะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการเปิดเวทีการค้าการขายในตลาดอาเซียน ซึ่งปัจจุบันตัวเลขการนำเข้าและส่งออกมีมูลค่าถึง 4.95 แสนล้านบาทต่อปี
“กลยุทธ์ของเรา คือ ต้องขยับตัวให้เร็ว และต้องลงทุนให้หนัก หน้าที่ของตลาดไท คือ บริหารการจัดการระบบโลจิสติกส์ให้แข็งแกร่ง และใช้ศักยภาพของไทยที่เป็นผู้ส่งออกผักและผลไม้สดติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก โดยมีมูลค่าการส่งออก 9.9 หมื่นล้านบาท เพื่อต่อยอดจากการค้าภายในประเทศสู่เวทีการค้าในระดับภูมิภาค” ประดิษฐ์ กล่าว
ในอนาคตตลาดไทวางเป้าหมายว่าจะเกิดการซื้อการขายตลาดไทเพิ่มขึ้น 5 แสนล้านบาท คงเป็นเรื่องที่ไม่ยากนัก ขณะที่รายได้จากค่าเช่าศูนย์สิ้นปีนี้ตั้งเป้า 900-1,000 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมามีรายได้ 900 ล้านบาท และมูลค่าการซื้อการขาย 1.8 แสนล้านบาท แบ่งเป็นลูกค้าต่างจังหวัด 50% ร้านอาหารและโรงแรม 20% รถเร่ 15% และตลาดสด 15%
การก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางค้าส่งผักและผลไม้ของตลาดไทยังเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญสำหรับการสร้างรายได้ให้กับภาคการเกษตร ซึ่งถือเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจไทย เรียกว่าเป็นการเปิดตลาดใหม่ๆ ในภูมิภาคให้เกษตรกรไทยนับล้านคนสามารถนำสินค้าไปสู่ผู้ซื้อรายใหม่ได้ทั่วทุกประเทศในตลาดอาเซียนกว่า 600 ล้านคน







