
โชว์กึ๋นรถไฟความเร็วสูงโมเดล "จีน" ชิงมหาอำนาจ
ก่อนหน้านี้ จีนไม่เคยมีชื่อติดทำเนียบผู้นำเทคโนโลยีระบบราง เพราะเพิ่งเริ่มเปิดใช้รถไฟความเร็วสูงเส้นแรกเป็นระยะทางสั้นๆ เชื่อมระหว่างปักกิ่งและท่าเรือเทียนจินเมื่อปี 2551
ก่อนหน้านี้ จีนไม่เคยมีชื่อติดทำเนียบผู้นำเทคโนโลยีระบบราง เพราะเพิ่งเริ่มเปิดใช้รถไฟความเร็วสูงเส้นแรกเป็นระยะทางสั้นๆ เชื่อมระหว่างปักกิ่งและท่าเรือเทียนจินเมื่อปี 2551
แต่หลังจากนั้นเพียง 5 ปี จีนกลับเป็นที่จดจำของโลก เมื่อโหมก่อสร้างและขยายเส้นทางเพิ่มจนกลายเป็นเจ้าของสถิติ ทั้งในแง่ความเร็วและระยะทาง ซึ่งปัจจุบันเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงหรือไฮสปีดเทรนในจีนเชื่อมกว่า 100 เมือง รวมระยะทางกว่า 1 หมื่น กม. คิดเป็นสัดส่วน 45% หรือเกือบครึ่งหนึ่งของเครือข่ายระบบทางรถไฟไฮสปีดเทรนทั้งโลก และในช่วง 2-3 ปีมานี้ จำนวนผู้โดยสารรถไฟความเร็วสูงในจีนเพิ่มขึ้นราวปีละ 28%
ระบบรถไฟความเร็วสูงของจีนถือว่าประสบความสำเร็จเหนือความคาดหมาย แม้จะมีภาระหนี้มหาศาลถึง 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ รวมถึงมีส่วนเปลี่ยนเศรษฐกิจของประเทศ เพราะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต จากการเชื่อมต่อระหว่างเมืองต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้ธุรกิจได้พบปะกับลูกค้าและพนักงานได้สะดวกขึ้น อีกทั้งเปลี่ยนวิธีการดำเนินธุรกิจของบริษัทต่างๆ
ยกตัวอย่างหลายบริษัทตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาในเมืองใหญ่อย่างปักกิ่งและเสิ่นเจิ้น ที่มีแรงงานรุ่นใหม่และได้รับการศึกษาสูง แต่ก็สามารถเดินทางไปโรงงานที่อยู่ในเมืองรองๆ ที่มีต้นทุนที่ดินและค่าแรงต่ำกว่าได้ รวมถึงพบปะลูกค้าที่อยู่ต่างเมืองได้บ่อยครั้งขึ้น
นอกจากนี้ ยังทำให้ชุมชนเมืองขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยพัฒนาตามแนวรถไฟไฮสปีด ทั้งที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน และโรงแรม แต่เครือข่ายรถไฟไฮสปีดยังกระจุกอยู่ในแถบตะวันออกของประเทศ ซึ่งมีประชากรหนาแน่นกว่าทางตะวันตก
น่าสนใจว่าหลังการพัฒนาเครือข่ายระบบรางอย่างรวดเร็วในประเทศ ขณะนี้จีนหวังที่จะส่งออกความเชี่ยวชาญไปยังประเทศอื่นๆ รวมถึงไทยที่มีแนวคิดสร้างรถไฟแลกข้าว ซึ่งเป็นแนวคิดแบบวินวิน ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
ที่สำคัญ ความช่วยเหลือของจีนให้กับไทยถือเป็น “การทูตรถไฟไฮสปีด” ซึ่งจะช่วยให้จีนส่งออกเทคโนโลยีระบบรางไปยังประเทศในอาเซียนได้ง่ายขึ้น
ระบบรถไฟความเร็วสูงของจีนมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า และมีต้นทุนต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ที่เป็นผู้นำด้านนี้ อีกทั้งจีนมีประสบการณ์ในการก่อสร้างและดำเนินการท่ามกลางสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่แตกต่างกัน เพราะเป็นประเทศขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นจุดแข็งของจีน
แต่สิ่งที่บั่นทอนภาพชื่อเสียงของจีน คือ อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นหลายครั้ง จนทำให้เกิดข้อกังขาถึงความปลอดภัยของรถไฟไฮสปีดแดนมังกร ซึ่งยังต้องปรับปรุงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและการซ่อมบำรุง
ขณะเดียวกัน จีนก็มีคู่แข่งระดับบิ๊กๆ หลังจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฝรั่งเศส ต่างก็สนใจที่จะมาร่วมโครงการประมูลรถไฟความเร็วสูงของไทย
สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีน มองว่า จีนเปิดเกมรุกว่าด้วยเรื่องรถไฟด่วน เพราะมีเทคโนโลยีพร้อม โดยได้องค์ความรู้ทั้งจากบริษัท ซีเมนส์ ของเยอรมนี อัลสตอมจากฝรั่งเศส และเทคโนโลยีของญี่ปุ่นที่มีรถไฟชินคังเซ็น อีกทั้งจีนมีจุดเด่นเรื่องราคาที่ถูกกว่าญี่ปุ่นมาก
“จีนต้องการเป็นผู้นำด้านการเดินทางและขนส่งผ่านระบบราง แข่งกับญี่ปุ่นที่เป็นเจ้าแห่งการเดินทางทางบก เพราะมีอุตสาหกรรมรถยนต์ที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ ยังมีเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ที่จีนต้องการเชื่อมโยงกับภูมิภาคอาเซียนผ่านไทย”
ในแง่ความปลอดภัยที่ถูกตั้งคำถาม เทคโนโลยีของจีนมีมาตรฐานระดับสากล แต่ที่เกิดปัญหาก็อาจเป็นเพราะหลายสาเหตุ รวมถึงการคอร์รัปชั่นในจีนด้วย
เมื่อมองแผนการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพัฒนาการคมนาคมขนส่งภายในประเทศของไทย ในเชิงเศรษฐศาสตร์ รถไฟความเร็วสูงมีความคุ้มค่าต่ำ เพราะต้นทุนที่สูงทำให้ค่าโดยสารแพง แต่หากต้องการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาตามแนวรถไฟก็เป็นเรื่องที่ต้องประเมินความคุ้มค่า รวมทั้งวางแผนพัฒนาให้ดี ส่วนถ้าต้องการใช้เพื่อขนส่งสินค้าที่จะช่วยกระจายโอกาสสู่ภูมิภาค และเร่งการเติบโตของชุมชนเมือง ระบบรถไฟรางคู่น่าจะมีประสิทธิภาพดีกว่า
การที่รัฐบาลจะลงทุนเรื่องโครงข่ายรถไฟเป็นเรื่องที่ดี แต่จะต้องกำหนดยุทธศาสตร์ตามความจำเป็นก่อนหลัง และอาจไม่ต้องลงทุนเองทั้งหมด เช่น เจรจากับรัฐบาลจีนเพื่อให้ความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ เหมือนที่ให้ความช่วยเหลือกับลาว เพราะจีนต้องการเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟผ่านไทยไปยังมาเลเซียและสิงคโปร์







