
"Yield Curve เพิ่มขึ้นเล็กน้อยหลังคาดการณ์ปรับลด QE"
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (18-22 พ.ย. 2556) ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (5 วันทำการ) มีมูลค่ารวม 270,090 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 54,018 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 24% ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 69% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 185,841 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 45,343 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 3,903 ล้านบาท หรือคิดเป็น 17% และ 1% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (18-22 พ.ย. 2556) ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (5 วันทำการ) มีมูลค่ารวม 270,090 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 54,018 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 24% ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 69% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 185,841 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 45,343 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 3,903 ล้านบาท หรือคิดเป็น 17% และ 1% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรกคือรุ่น LB236A (อายุ 9.6 ปี) LB176A (อายุ 3.6 ปี) และ LB21DA (อายุ 8.1 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 12,022 ล้านบาท 8,119 ล้านบาท และ 5,737 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย รุ่นที่มีปริมาณซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น CB14220B (อายุ 91 วัน) CB13D11A (อายุ 15 วัน) และ CB14522A (อายุ 181 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 31,433 ล้านบาท 24,751 ล้านบาท และ 11,552 ล้านบาท ตามลำดับ
ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ รุ่น BGH143A (A+) มูลค่าการซื้อขาย 605 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท น้ำตาลมิตรผล รุ่น MPSC13DB (A+) มูลค่าการซื้อขาย 302 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท การบินไทย รุ่น THAI14OA (A+) มูลค่าการซื้อขาย 257 ล้านบาท
เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบตลอดทั้งเส้น ในช่วงประมาณ +1 ถึง +15 Basis Point (100 Basis Point มีค่าเท่ากับ 1%) ตามทิศทางของกระแสเงินทุนต่างชาติที่ยังคงไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทย ภายหลังการเปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (FOMC) ครั้งล่าสุด ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ส่งสัญญาณว่า อาจจะมีการลดขนาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ (QE) ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ประกอบกับจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานในสหรัฐที่ลดลงเกินคาด และดัชนีภาคการผลิตที่สูงสุดในรอบ 8 เดือน ได้สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ จนนำไปสู่ความกังวลถึงการปรับลดขนาดมาตรการ QE ในเร็วๆ นี้ ทำให้มีแรงขายและเกิดการไหลออกของเงินทุนต่างชาติจากตลาดตราสารหนี้ไทย ซึ่งมีส่วนทำให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น (ราคาพันธบัตรลดลง)
สำหรับประเด็นภายในประเทศ การประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 3/2556 ของ สศช. ที่เติบโตเพียงร้อยละ 2.7 (yoy) และตัวเลขไตรมาสสุดท้ายที่คาดว่าจะเติบโตประมาณร้อยละ 1 นับเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่กดดันบรรยากาศการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทย อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์ต่างๆ ในประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงต่อไปอย่างใกล้ชิด ทั้งการประชุมของ กนง. ในวันที่ 27 พ.ย. และความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ
ในสัปดาห์นี้นักลงทุนต่างชาติมียอด ขายสุทธิ ในตราสารหนี้ทุกประเภท (ทั้งระยะสั้นและระยะยาว) รวมกัน 911 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 2,856 ล้านบาท และ ขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุคงเหลือน้อยกว่า 1 ปี) 3,767 ล้านบาท ทางด้านนักลงทุนรายย่อยมียอดขายสุทธิ 45 ล้านบาท







