
กำไรในปีหน้ายังโตดีน่าประหลาดใจ
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สภาพัฒน์รายงานการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ว่า เติบโต 2.7% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.3% จากไตรมาส 2 ขณะเดียวกันก็ทบทวนตัวเลขในไตรมาส 2 ขึ้นจากเดิม ทำให้การขยายตัวในไตรมาส 2 ไม่ได้ติดลบจากไตรมาสแรก (ซึ่งเป็นการหดตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาส) แต่เป็นการทรงตัว ซึ่งหมายความว่าเศรษฐกิจไทยไม่ได้ประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) ตามที่เราเข้าใจกันแต่แรก ทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจใน 3 ไตรมาสแรกของปีนี้ เติบโต 3.7% จาก 3 ไตรมาสแรกของปีก่อน และสภาพัฒน์ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2556 จะขยายตัวเพียง 3% ต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ในเดือน ส.ค. ที่ 3.8-4.3% เนื่องจากส่งออกที่ต่ำกว่าคาด (ปรับลดคาดการณ์ส่งออกเป็นไม่มีการเติบโตเลย) และประเมินเศรษฐกิจในปี 2557 ว่าจะขยายตัว 45% จากการฟื้นตัวของการส่งออกและการลงทุน
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สภาพัฒน์รายงานการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ว่า เติบโต 2.7% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.3% จากไตรมาส 2 ขณะเดียวกันก็ทบทวนตัวเลขในไตรมาส 2 ขึ้นจากเดิม ทำให้การขยายตัวในไตรมาส 2 ไม่ได้ติดลบจากไตรมาสแรก (ซึ่งเป็นการหดตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาส) แต่เป็นการทรงตัว ซึ่งหมายความว่าเศรษฐกิจไทยไม่ได้ประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) ตามที่เราเข้าใจกันแต่แรก ทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจใน 3 ไตรมาสแรกของปีนี้ เติบโต 3.7% จาก 3 ไตรมาสแรกของปีก่อน และสภาพัฒน์ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2556 จะขยายตัวเพียง 3% ต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ในเดือน ส.ค. ที่ 3.8-4.3% เนื่องจากส่งออกที่ต่ำกว่าคาด (ปรับลดคาดการณ์ส่งออกเป็นไม่มีการเติบโตเลย) และประเมินเศรษฐกิจในปี 2557 ว่าจะขยายตัว 45% จากการฟื้นตัวของการส่งออกและการลงทุน
การประมาณการของสภาพัฒน์ต่ำกว่าคาดการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ประเมินเศรษฐกิจเติบโต 3.7% ในปีนี้ และ 4.8% ในปีหน้า ซึ่งเป็นการคาดการณ์เมื่อวันที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ของ บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาดอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้ที่ 3% และปีหน้าฟื้นตัวขึ้นเป็น 4.4% การขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2557 ไม่ได้ถือว่าเป็นการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง เป็นเพียงการฟื้นจากฐานต่ำในปีนี้
“การจับจ่ายใช้สอยของภาคเอกชน” ซึ่งเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี 2555 แผ่วลงอย่างเห็นได้ชัดในปีนี้ หลังจากหมดมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นบ้านหลังแรกและรถยนต์คันแรก ขณะเดียวกันผลพลอยได้ของนโยบายดังกล่าว คือ ภาระหนี้ภาคครัวเรือนที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ (79.2% ของ GDP ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2557) จะยังเป็นตัวจำกัดการบริโภคต่อไปในปีหน้า โชคดีที่เศรษฐกิจในตลาดส่งออกหลักของเราส่งสัญญาณฟื้นตัว ทั้งสหรัฐ ยูโรโซน ญี่ปุ่น รวมถึงจีน ทำให้ “การส่งออก” เริ่มมีวี่แววเป็นที่พึ่งได้ในปีหน้า
นอกจากนี้ “การลงทุนของภาครัฐ” ก็ยังเป็นความหวัง ไม่ว่าร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท จะเกิดหรือไม่ก็ตาม แต่เชื่อว่ารัฐบาลซึ่งถูกกดดันให้สร้างการเจริญเติบโตให้เศรษฐกิจจะผลักดันโครงการต่างๆ ที่มีความพร้อม (ผ่านการพิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้ว) ออกมาประมูลโดยจัดหาแหล่งเงินกู้วิธีอื่น (ใช้งบประมาณประจำปีปกติ)
อันที่จริงเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีหน้าก็ใช่ว่าจะนอนใจได้โดยไม่มีความเสี่ยง เพราะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวยังเป็นการฟื้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เปราะบาง ยังต้องเฝ้าระวัง
ส่วนบรรยากาศทางการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าบั่นทอนความมั่นใจในการลงทุนของภาคเอกชนไม่มากก็น้อย แม้ว่าภาครัฐจะผลักดันโครงการขนาดใหญ่อย่างไร แต่ในสัดส่วนของการลงทุนทั้งหมด การลงทุนของภาครัฐคิดเป็นเพียง 20% เท่านั้น หากเอกชนจะขยายการลงทุน ก็ยังต้องมีความเชื่อมั่นในระดับหนึ่ง ดังนั้น หากยังไม่เห็นทางออกของความวุ่นวายทางการเมืองและปัญหาลากยาว เศรษฐกิจในปีหน้าก็อาจเติบโตไม่เท่ากับที่สำนักวิจัยต่างๆ คาดการณ์
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ได้ทบทวนประมาณการกำไรของบริษัทที่เราศึกษาอยู่ (82% ของมูลค่าตลาดรวม) โดยใช้หลักความระมัดระวัง พบว่ากำไรของทั้งตลาดน่าจะยังเติบโตได้ 16% (เป็น 111.70 บาทต่อหุ้น) ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยที่รวบรวมโดย Bloomberg ว่า จะเติบโต 17% (เป็น 113 บาทต่อหุ้น) อัตราการเติบโตดังกล่าวถือเป็นอัตราการเติบโตสูงที่สุดในรอบ 4 ปี และหากอิงกำไรต่อหุ้นที่ 111.70-113.00 บาท เมื่อใช้ PE 14 เท่า เท่ากับปีนี้ ดัชนีตลาดในปีหน้าน่าจะเหมาะสมที่ระดับประมาณ 1,560-1,580 จุด แต่หากอิง PE 12 เท่า ซึ่งเป็น PE เฉลี่ยของตลาดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะได้ระดับดัชนีที่เหมาะสม 1,340-1,356 จุด ซึ่งเราคิดว่า PE ที่ 12 เท่า เป็นระดับที่ต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับอัตราการขยายตัวของกำไร เราไม่มีความจำเป็นต้องอิงกับค่าเฉลี่ยในอดีตเสมอไป
ปัจจุบันส่วนผสมของดัชนีเปลี่ยนไปมาก หุ้นที่เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในระยะอย่างน้อย 5 ปี มานี้กระจายอยู่ในกลุ่มต่างๆ ที่มี PE สูง ไม่ได้อยู่ในกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี หรือกลุ่มเกษตร ซึ่งมี PE 10 เท่า หรือต่ำกว่า ดังนั้น PE ที่เหมาะสมของตลาดหุ้นไทยจึงน่าจะอยู่ในระดับ 13-15 เท่า ส่วนผู้อ่านคิดว่า PE เท่าใดจึงเหมาะสม ก็ลองนำมาคูณกับกำไรต่อหุ้นดูก็ได้ค่ะ







