
เก็งกำไรDWสนั่น
ยอดซื้อขายพุ่ง32%นักลงทุนฟันกำไรขาลงม็อบยกระดับรายย่อยงงต่างชาติทิ้ง
ยอดซื้อขายพุ่ง32%นักลงทุนฟันกำไรขาลงม็อบยกระดับรายย่อยงงต่างชาติทิ้ง
ยอดซื้อขาย DW ครึ่งปีหลังโตพรวด สวนทางมูลค่าเทรดหุ้นร่วง ซื้อขายฝั่งหุ้นขาลง
นายเจนวิทย์ ชินกุลกิจนิวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) หรือ KGI เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ตลาดโดยรวมมีมูลค่าการซื้อขายหุ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 3.94 หมื่นล้านบาทต่อวัน ลดลง 32% จากช่วงครึ่งปีแรกที่ซื้อขายเฉลี่ยอยู่ที่ 5.8 หมื่นล้านบาท แต่มูลค่าการซื้อขายของใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) กลับปรับเพิ่มขึ้น 32% หรือจากที่เคยซื้อขาย 905 ล้านบาทต่อวันในช่วงครึ่งปีแรก ขณะนี้ขึ้นมาอยู่ที่ 1,196 ล้านบาท
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการซื้อขาย DW ไม่ได้อ้างอิงกับการซื้อขายของตลาดหุ้นโดยตรง เพราะในบางวันที่ตลาดหุ้นมีประเด็นร้อนแรงทางการเมือง ทำให้มีการซื้อขายเบาบาง กลับพบว่ามูลค่าการซื้อขาย DW ยังคงหนาแน่น ทั้งสิทธิในการซื้อหุ้น (Call DW) และสิทธิในการขายหุ้น (Put DW)
นอกจากนี้ ยังพบว่าสาเหตุที่ทำให้การซื้อขาย DW เพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากหุ้นมีการเหวี่ยงตัวในทิศทางขาลง ทำให้มูลค่าการซื้อขาย Put DW ได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้น และเป็นส่วนสำคัญทำให้มูลค่าการซื้อขาย DW โดยรวมเพิ่มขึ้น หากเทียบระหว่างครึ่งปีแรกและครึ่งปีหลัง จะเห็นว่าสัดส่วนของ Put DW เพิ่มขึ้นจาก 17.27% เป็น 33.36% หรือเกือบ 2 เท่าตัว
นายเจนวิทย์ กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ปรับกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการออก DW โดยในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ได้อนุญาตให้สามารถออก DW อ้างอิงกับหุ้นที่นอกเหนือจาก SET50 ในตลาดหลักทรัพย์ได้ และเดือน ต.ค. สำนักงาน ก.ล.ต. ได้ปรับหลักเกณฑ์โดยการยื่นไฟลิ่ง DW จากเดิมต้องใช้เวลา 7 วันทำการ เหลือแค่ 2 วันทำการ สามารถซื้อขาย DW ได้ทันที
นายเจนวิทย์ กล่าวว่า KGI เองได้ปรับกลยุทธ์ในการออก DW อ้างอิงกับหุ้นที่มีความหลากหลาย และเน้นออก DW ที่มีอัตราทดสูง เพื่อให้เหมาะกับการเก็งกำไรระยะสั้น และจะเน้นออก DW อ้างอิงหุ้นในกลุ่มของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ปัจจุบัน เคจีไอมี DW ให้นักลงทุนได้ซื้อขายรวม 55 ตัว แบ่งเป็นฝั่ง Call 44 ตัว และ Put 11 ตัว
ด้านบรรยากาศการซื้อขายหุ้นไทย วันที่ 25 พ.ย. ดัชนีมีความผันผวนตามกระแสข่าวที่เข้ามากระทบ โดยเฉพาะกรณีผู้ชุมนุมยึดกระทรวงการคลังในช่วงก่อนเปิดซื้อขายในช่วงบ่าย และดัชนีปิดที่ 1,352.86 จุด ลดลง 6.21 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 32,181.18 ล้านบาท
นักลงทุนต่างประเทศยังคงขายหุ้นอีก1,470 ล้านบาท และขายตราสารหนี้มากถึง 5,247 ล้านบาท
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย กล่าวว่า การชุมนุมมีความเข้มข้นขึ้น มีการยกระดับการชุมนุมเข้ายึดสถานที่ราชการไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศนั้น ประเมินว่าคงจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นการลงทุน จะเห็นได้ว่านักลงทุนต่างชาติมีการขายหุ้นออกมาโดยตลอด
“ขณะนี้ประเมินสถานการณ์ได้ยาก เกรงว่าจะเกิดความรุนแรง เป็นประเด็นที่ต้องติดตาม ทำให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงการลงทุน หากสถานการณ์ลากยาวอาจกระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจและการลงทุนได้” นางภัทธีรา กล่าว
มาร์เก็ตติ้งกล่าวว่า ตลาดหุ้นไม่ปรับตัวลงแรงจากเหตุการณ์ม็อบยกระดับ เนื่องจากมีแรงซื้อหุ้นธนาคารใหญ่กลับมาช่วยพยุงตลาด แต่แรงขายหุ้นพลังงานยังมากและทิศทางยังเป็นขาลงอยู่ เพราะสถานการณ์ยืดเยื้อ นักลงทุนควรจะทยอยซื้อในจังหวะดัชนีดิ่งลงแรง
นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส แนะนำว่า นักลงทุนต้องประเมินสถานการณ์ต่อเนื่อง โดยจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล วันที่ 26-27 พ.ย. และลงมติในวันที่ 28 พ.ย.นี้
“ประเมินว่าเดือน ธ.ค.สถานการณ์การเมืองร้อนระอุเดือดไม่แพ้เดือน พ.ย.” บล.เอเซีย พลัส ระบุ







