
ถึงเวลาของ "พีทีที โกลบอล เคมิคอล"
ราคาหุ้น บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ถูกกดให้ซื้อขายที่สัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (พีอี) ต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีอ่อนแอ นอกจากนั้นยังเกิดจากการควบรวมกิจการในปี 2554 (ระหว่างบริษัท ปตท.เคมิคอลPTTCH และบริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่นPTTAR) ทำให้ความน่าสนใจของธุรกิจ PTTCH ลดลง เพราะอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ยลดลงจากการรวมธุรกิจโรงกลั่นที่ให้ผลตอบแทนต่ำ
ราคาหุ้น บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ถูกกดให้ซื้อขายที่สัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (พีอี) ต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีอ่อนแอ นอกจากนั้นยังเกิดจากการควบรวมกิจการในปี 2554 (ระหว่างบริษัท ปตท.เคมิคอลPTTCH และบริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่นPTTAR) ทำให้ความน่าสนใจของธุรกิจ PTTCH ลดลง เพราะอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ยลดลงจากการรวมธุรกิจโรงกลั่นที่ให้ผลตอบแทนต่ำ
แต่สถานการณ์พีอีต่ำกำลังจะถึงจุดสิ้นสุดแล้ว เพราะการเติบโตของอัตรากำไรสุทธิ และเรื่องราวการขยายตัวกำลังเริ่มต้นขึ้น
“โพสต์ทูเดย์” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ “บวร วงศ์สินอุดม” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTTGC ได้รับข้อมูลรอบด้านและมองเห็นโอกาสในการลงทุนหุ้นตัวนี้
“บวร” กล่าวว่า ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทไม่ได้รับผลกระทบมากนัก จากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นในปีนี้ และทำให้บริษัทมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจาก 3 วิกฤต เช่น ท่อน้ำมันรั่ว ฟ้าผ่าโรงแยกก๊าซ แห่งที่ 5 และโรงงานเม็ดพลาสติก LDPE หยุดการผลิต 2 เดือนครึ่ง
บริษัทมีค่าใช้จ่ายงอกขึ้นมารวมประมาณ 2,000–3,000 ล้านบาท แต่กลับไม่ได้ส่งผลกระทบต่อบริษัท เพราะด้วยนโยบายที่ดำเนินการมาอย่างชัดเจนในการปรับปรุงขบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพและการเพิ่มมูลค่าเพิ่มในผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ ได้ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี และค่าเสื่อม (อีบิทดา) ของบริษัทดีขึ้นอย่างมาก และช่วยพยุงไม่ให้บริษัทได้รับผลกระทบมากนักจากภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
“ถ้าไม่มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นในปีนี้ ผลงานก็จะดีกว่าปีก่อนอย่างมากแน่นอน แต่สถานการณ์เหล่านี้ทำให้รายได้ในสิ้นปีจะลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่อัตรากำไรสุทธิจะดีกว่ามาก และมั่นใจว่าผลงานในงวดไตรมาส 4 จะดีกว่าไตรมาส 3 แน่นอน” กรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าว
ทั้งนี้ ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา จะเห็นว่าอัตรากำไรสุทธิของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้มีกำไรสุทธิ 9,610 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 130% จากไตรมาส 2 ของปี 2556
สำหรับแนวโน้มการทำธุรกิจและแผนธุรกิจ 5 ปี ของบริษัทนั้นยังคงเดินหน้าตามแผนที่วางไว้และมีเป้าหมายชัดเจนว่าในแต่ละปีจะสร้างอิบิทดาให้เพิ่มขึ้นปีละ 25-30%
ส่วนธุรกิจในปี 2557 นั้นจะยังคงมี 3ธุรกิจหลักที่จะสร้างรายได้ คือ 1.ธุรกิจโรงกลั่น ซึ่งยอมรับว่าธุรกิจนี้จะยังคงทรงตัวจากปีนี้เพราะปริมาณการผลิตเข้าสู่ตลาดมาก ส่งผลให้ราคาและค่าการกลั่นยังไม่ดี
2.ธุรกิจอะโรเมติกส์ ในส่วนของพาราไซลีน ก็มีกำลังผลิตมาก ราคาจะไม่สูงมากนัก ส่วนเบนซิน การที่เชลล์แก๊สของสหรัฐอเมริกาเข้ามามีบทบาทมาก ทำให้เบนซินเข้าสู่ตลาดไม่มากจึงจะดีในแง่ของราคาแต่ก็ไม่มาก และ
3.โอเลฟินส์จะเป็นตัวที่จะมีบทบาทและเป็นพระเอกของธุรกิจในปี 2557 เพราะ HDPE ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและราคาขยับขึ้นมาอยู่ที่ 1,500–1,600 เหรียญสหรัฐต่อตัน ประกอบกับเศรษฐกิจจีนที่มีการคาดการณ์ว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 7% ก็จะเป็นส่วนสนับสนุนให้โอเลฟินส์เป็นพระเอกของธุรกิจในปีหน้า
นอกจากนี้ บริษัทยังคงเดินตามแผนกลยุทธ์จะมีทั้งการต่อยอดเพื่อสร้างกำไรจากการเพิ่มประสิทธิภาพและการเพิ่มมูลค่าการผลิตครบวงจรของฐานธุรกิจปัจจุบัน รวมถึงการขยายการลงทุนไปยังตลาดที่มีศักยภาพและเติบโต
ปัจจุบันมีโครงการหลักที่เสร็จแล้วและกำลังดำเนินการให้แล้วเสร็จในปี 2558 จำนวน 5 โครงการ ได้แก่ 1.การขยายกำลังการผลิตโรงงานโอเลฟินส์ 1 ล้านตันอีก 15-20% จะแล้วเสร็จในปี 2559 2.โครงการขยายกำลังผลิตโรงงานเอทิลีนออกไซด์ จะเสร็จปี 2558
3.โครงการขยายกำลังการผลิตอะโรเมติกส์จะแล้วเสร็จในปี 2558 4.การเพิ่มการผลิตบิวทาและบิวทีน 1 จะเสร็จปีนี้ และ 5.โครงการเพิ่มสัดส่วนการใช้ก๊าซในโรงงานโอเลฟินส์ซึ่งเสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่งทั้งหมดนี้คือส่วนสำคัญที่จะทำให้อิบิทดาและความสามารถในการทำกำไรของบริษัทเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
ธนชาตแนะนำ “ซื้อ”
PTTGC เป็นหุ้นที่บริษัทหลักทรัพย์
(บล.) ธนชาต แนะนำให้ซื้อในหุ้นกลุ่มพลังงานซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังอยู่ในช่วงที่ไม่น่าสนใจเพราะ PTTGC มีเรื่องราวการเติบโตของปริมาณการผลิตที่จะช่วยชดเชยราคาปิโตรเคมีที่มีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลงตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นไป ด้วยกำไรสุทธิต่อหุ้นปี 2557 ที่คาดว่าจะเติบโต 19% เทียบกับสัดส่วนพีอีปี 2557 ที่ 8.5 เท่า และให้อัตราผลตอบแทนที่ 5.3%
บล.ธนชาต เชื่อว่ากลุ่มพลังงานไทยอยู่ในช่วงที่ไม่น่าสนใจเพราะไม่ได้อยู่ในช่วงวงจรขาขึ้นทั้งในด้านของราคาและปริมาณ
อย่างไรก็ตาม PTTGC เป็นหุ้นที่ราคาถูกที่สุดในกลุ่ม โดยซื้อขายที่ระดับ อัตราการเติบโตพีอีเพียง 0.48 เท่า และพีอีที่ 8.5 เท่า ในปี 2557 ด้วย ให้อัตราผลตอบแทนสูงที่ 5.3% แล้ว
PTTGC กำลังได้ประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของราคาปิโตรเคมีอีกด้วยและตั้งแต่ปี 2559 แม้คาดว่าจะมีความเสี่ยงจากกำลังการผลิตปิโตรเคมีใหม่จากสหรัฐเข้ามา แต่ PTTGC จะมีเรื่องราวการขยายตัวของปริมาณการผลิต ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเสี่ยงนี้
บล.ธนชาต ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรขึ้น 10%, 2%, 0% และ 12% ในปี 2556-2559 ราคาเป้าหมายส่วนลดกระแสเงินสด จึงถูกปรับขึ้นจาก 90 บาท เป็น 96 บาท/หุ้น
ทั้งนี้ ประมาณการกำไรได้ถูกปรับเพิ่มขึ้น 10% ในปีนี้ สะท้อนผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ที่แข็งแกร่งกว่าที่คาด การกลับมาดำเนินงานของโรง LDPE ที่เร็วกว่าที่คาดพร้อมกับบริษัท ปตท. (PTT) ได้เริ่มส่งก๊าซจากโรงแยกก๊าซ #5 (ดำเนินงานในอัตรา 50%) ซึ่งน่าจะช่วยผลักดันกำไรช่วงไตรมาส 4
บล.ธนชาต ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2559 ราว 12% เพื่อสะท้อนการขยายคอขวด และการขยายกำลังการผลิต ซึ่งยังไม่ได้รวมถึงโอกาสการลงทุนในต่างประเทศ การเพิ่มขึ้นของปริมาณจากการขยายกำลังการผลิตน่าจะช่วยผลักดันกำไรตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นไป เพื่อชดเชยการลดลงของราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจากกำลังการผลิตใหม่จากสหรัฐ
ทั้งนี้ หลังจากมูลค่าของ PTTGC ถูกจำกัดด้วยราคาและปริมาณที่ไม่ปรับขึ้นมาเป็นเวลาหลายปี เชื่อว่าปัจจุบัน PTTGC กำลังจะหลุดพ้น ด้วยราคาปิโตรเคมีที่อยู่ในระดับสูงอย่างมากราคา HDPE อ้างอิงปรับตัวขึ้นจาก 1,370 เหรียญสหรัฐต่อตัน ในปี 2555 มาอยู่ที่ 1,535 เหรียญสหรัฐต่อตัน ในปัจจุบัน
ขณะที่ในด้านปริมาณปี 2557 น่าจะเห็นอัตราการดำเนินงานที่สูงขึ้นจากกำลังการผลิตที่มีอยู่หลังการปิดซ่อมบำรุงโรงผลิตทั้งนอกแผนและในแผน และปัญหาการขาดแคลนก๊าซในปีนี้สิ้นสุดลง ตั้งแต่ปี 2559 คาดว่าจะมีกำลังการผลิตใหม่จากการขยายกำลังการผลิตคอขวด อะโรเมติกส์ การปรับปรุงโรงผลิตเอทิลีนออกไซด์ และการทำการขยายกำลังการผลิตคอขวดโอเลฟินส์แครกเกอร์







