posttoday
ถึงเวลาของ "พีทีที โกลบอล เคมิคอล"

ถึงเวลาของ "พีทีที โกลบอล เคมิคอล"

25 พฤศจิกายน 2556

ราคาหุ้น บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ถูกกดให้ซื้อขายที่สัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (พีอี) ต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีอ่อนแอ นอกจากนั้นยังเกิดจากการควบรวมกิจการในปี 2554 (ระหว่างบริษัท ปตท.เคมิคอลPTTCH และบริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่นPTTAR) ทำให้ความน่าสนใจของธุรกิจ PTTCH ลดลง เพราะอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ยลดลงจากการรวมธุรกิจโรงกลั่นที่ให้ผลตอบแทนต่ำ

ราคาหุ้น บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ถูกกดให้ซื้อขายที่สัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (พีอี) ต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีอ่อนแอ นอกจากนั้นยังเกิดจากการควบรวมกิจการในปี 2554 (ระหว่างบริษัท ปตท.เคมิคอลPTTCH และบริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่นPTTAR) ทำให้ความน่าสนใจของธุรกิจ PTTCH ลดลง เพราะอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ยลดลงจากการรวมธุรกิจโรงกลั่นที่ให้ผลตอบแทนต่ำ

แต่สถานการณ์พีอีต่ำกำลังจะถึงจุดสิ้นสุดแล้ว เพราะการเติบโตของอัตรากำไรสุทธิ และเรื่องราวการขยายตัวกำลังเริ่มต้นขึ้น

“โพสต์ทูเดย์” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ “บวร วงศ์สินอุดม” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTTGC ได้รับข้อมูลรอบด้านและมองเห็นโอกาสในการลงทุนหุ้นตัวนี้

“บวร” กล่าวว่า ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทไม่ได้รับผลกระทบมากนัก จากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นในปีนี้ และทำให้บริษัทมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจาก 3 วิกฤต เช่น ท่อน้ำมันรั่ว ฟ้าผ่าโรงแยกก๊าซ แห่งที่ 5 และโรงงานเม็ดพลาสติก LDPE หยุดการผลิต 2 เดือนครึ่ง

บริษัทมีค่าใช้จ่ายงอกขึ้นมารวมประมาณ 2,000–3,000 ล้านบาท แต่กลับไม่ได้ส่งผลกระทบต่อบริษัท เพราะด้วยนโยบายที่ดำเนินการมาอย่างชัดเจนในการปรับปรุงขบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพและการเพิ่มมูลค่าเพิ่มในผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ ได้ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี และค่าเสื่อม (อีบิทดา) ของบริษัทดีขึ้นอย่างมาก และช่วยพยุงไม่ให้บริษัทได้รับผลกระทบมากนักจากภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

“ถ้าไม่มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นในปีนี้ ผลงานก็จะดีกว่าปีก่อนอย่างมากแน่นอน แต่สถานการณ์เหล่านี้ทำให้รายได้ในสิ้นปีจะลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่อัตรากำไรสุทธิจะดีกว่ามาก และมั่นใจว่าผลงานในงวดไตรมาส 4 จะดีกว่าไตรมาส 3 แน่นอน” กรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าว

ทั้งนี้ ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา จะเห็นว่าอัตรากำไรสุทธิของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้มีกำไรสุทธิ 9,610 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 130% จากไตรมาส 2 ของปี 2556

สำหรับแนวโน้มการทำธุรกิจและแผนธุรกิจ 5 ปี ของบริษัทนั้นยังคงเดินหน้าตามแผนที่วางไว้และมีเป้าหมายชัดเจนว่าในแต่ละปีจะสร้างอิบิทดาให้เพิ่มขึ้นปีละ 25-30%

ส่วนธุรกิจในปี 2557 นั้นจะยังคงมี 3ธุรกิจหลักที่จะสร้างรายได้ คือ 1.ธุรกิจโรงกลั่น ซึ่งยอมรับว่าธุรกิจนี้จะยังคงทรงตัวจากปีนี้เพราะปริมาณการผลิตเข้าสู่ตลาดมาก ส่งผลให้ราคาและค่าการกลั่นยังไม่ดี

2.ธุรกิจอะโรเมติกส์ ในส่วนของพาราไซลีน ก็มีกำลังผลิตมาก ราคาจะไม่สูงมากนัก ส่วนเบนซิน การที่เชลล์แก๊สของสหรัฐอเมริกาเข้ามามีบทบาทมาก ทำให้เบนซินเข้าสู่ตลาดไม่มากจึงจะดีในแง่ของราคาแต่ก็ไม่มาก และ

3.โอเลฟินส์จะเป็นตัวที่จะมีบทบาทและเป็นพระเอกของธุรกิจในปี 2557 เพราะ HDPE ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและราคาขยับขึ้นมาอยู่ที่ 1,500–1,600 เหรียญสหรัฐต่อตัน ประกอบกับเศรษฐกิจจีนที่มีการคาดการณ์ว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 7% ก็จะเป็นส่วนสนับสนุนให้โอเลฟินส์เป็นพระเอกของธุรกิจในปีหน้า

นอกจากนี้ บริษัทยังคงเดินตามแผนกลยุทธ์จะมีทั้งการต่อยอดเพื่อสร้างกำไรจากการเพิ่มประสิทธิภาพและการเพิ่มมูลค่าการผลิตครบวงจรของฐานธุรกิจปัจจุบัน รวมถึงการขยายการลงทุนไปยังตลาดที่มีศักยภาพและเติบโต

ปัจจุบันมีโครงการหลักที่เสร็จแล้วและกำลังดำเนินการให้แล้วเสร็จในปี 2558 จำนวน 5 โครงการ ได้แก่ 1.การขยายกำลังการผลิตโรงงานโอเลฟินส์ 1 ล้านตันอีก 15-20% จะแล้วเสร็จในปี 2559 2.โครงการขยายกำลังผลิตโรงงานเอทิลีนออกไซด์ จะเสร็จปี 2558

3.โครงการขยายกำลังการผลิตอะโรเมติกส์จะแล้วเสร็จในปี 2558 4.การเพิ่มการผลิตบิวทาและบิวทีน 1 จะเสร็จปีนี้ และ 5.โครงการเพิ่มสัดส่วนการใช้ก๊าซในโรงงานโอเลฟินส์ซึ่งเสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่งทั้งหมดนี้คือส่วนสำคัญที่จะทำให้อิบิทดาและความสามารถในการทำกำไรของบริษัทเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ธนชาตแนะนำ “ซื้อ”

PTTGC เป็นหุ้นที่บริษัทหลักทรัพย์

(บล.) ธนชาต แนะนำให้ซื้อในหุ้นกลุ่มพลังงานซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังอยู่ในช่วงที่ไม่น่าสนใจเพราะ PTTGC มีเรื่องราวการเติบโตของปริมาณการผลิตที่จะช่วยชดเชยราคาปิโตรเคมีที่มีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลงตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นไป ด้วยกำไรสุทธิต่อหุ้นปี 2557 ที่คาดว่าจะเติบโต 19% เทียบกับสัดส่วนพีอีปี 2557 ที่ 8.5 เท่า และให้อัตราผลตอบแทนที่ 5.3%

บล.ธนชาต เชื่อว่ากลุ่มพลังงานไทยอยู่ในช่วงที่ไม่น่าสนใจเพราะไม่ได้อยู่ในช่วงวงจรขาขึ้นทั้งในด้านของราคาและปริมาณ

อย่างไรก็ตาม PTTGC เป็นหุ้นที่ราคาถูกที่สุดในกลุ่ม โดยซื้อขายที่ระดับ อัตราการเติบโตพีอีเพียง 0.48 เท่า และพีอีที่ 8.5 เท่า ในปี 2557 ด้วย ให้อัตราผลตอบแทนสูงที่ 5.3% แล้ว

PTTGC กำลังได้ประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของราคาปิโตรเคมีอีกด้วยและตั้งแต่ปี 2559 แม้คาดว่าจะมีความเสี่ยงจากกำลังการผลิตปิโตรเคมีใหม่จากสหรัฐเข้ามา แต่ PTTGC จะมีเรื่องราวการขยายตัวของปริมาณการผลิต ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเสี่ยงนี้

บล.ธนชาต ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรขึ้น 10%, 2%, 0% และ 12% ในปี 2556-2559 ราคาเป้าหมายส่วนลดกระแสเงินสด จึงถูกปรับขึ้นจาก 90 บาท เป็น 96 บาท/หุ้น

ทั้งนี้ ประมาณการกำไรได้ถูกปรับเพิ่มขึ้น 10% ในปีนี้ สะท้อนผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ที่แข็งแกร่งกว่าที่คาด การกลับมาดำเนินงานของโรง LDPE ที่เร็วกว่าที่คาดพร้อมกับบริษัท ปตท. (PTT) ได้เริ่มส่งก๊าซจากโรงแยกก๊าซ #5 (ดำเนินงานในอัตรา 50%) ซึ่งน่าจะช่วยผลักดันกำไรช่วงไตรมาส 4

บล.ธนชาต ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2559 ราว 12% เพื่อสะท้อนการขยายคอขวด และการขยายกำลังการผลิต ซึ่งยังไม่ได้รวมถึงโอกาสการลงทุนในต่างประเทศ การเพิ่มขึ้นของปริมาณจากการขยายกำลังการผลิตน่าจะช่วยผลักดันกำไรตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นไป เพื่อชดเชยการลดลงของราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจากกำลังการผลิตใหม่จากสหรัฐ

ทั้งนี้ หลังจากมูลค่าของ PTTGC ถูกจำกัดด้วยราคาและปริมาณที่ไม่ปรับขึ้นมาเป็นเวลาหลายปี เชื่อว่าปัจจุบัน PTTGC กำลังจะหลุดพ้น ด้วยราคาปิโตรเคมีที่อยู่ในระดับสูงอย่างมากราคา HDPE อ้างอิงปรับตัวขึ้นจาก 1,370 เหรียญสหรัฐต่อตัน ในปี 2555 มาอยู่ที่ 1,535 เหรียญสหรัฐต่อตัน ในปัจจุบัน

ขณะที่ในด้านปริมาณปี 2557 น่าจะเห็นอัตราการดำเนินงานที่สูงขึ้นจากกำลังการผลิตที่มีอยู่หลังการปิดซ่อมบำรุงโรงผลิตทั้งนอกแผนและในแผน และปัญหาการขาดแคลนก๊าซในปีนี้สิ้นสุดลง ตั้งแต่ปี 2559 คาดว่าจะมีกำลังการผลิตใหม่จากการขยายกำลังการผลิตคอขวด อะโรเมติกส์ การปรับปรุงโรงผลิตเอทิลีนออกไซด์ และการทำการขยายกำลังการผลิตคอขวดโอเลฟินส์แครกเกอร์

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน