posttoday
การเมืองนำตลาดหุ้นช่วงสั้น

การเมืองนำตลาดหุ้นช่วงสั้น

25 พฤศจิกายน 2556

ปัจจัยที่มีผลต่อการลงทุนในตลาดหุ้นมีดังนี้

ปัจจัยที่มีผลต่อการลงทุนในตลาดหุ้นมีดังนี้

ประการแรก สภาพคล่องในระบบทางการเงินโลกผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสำคัญไม่ว่าจะเป็นของสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่นจะต่ำติดดินไปอีกอย่างน้อย 12 เดือนก็ตาม

ไม่ช้าก็เร็ว ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด จะเริ่มลดทอนมาตรการ QE ขณะนี้นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังคาดการณ์ว่าน่าจะเริ่มลดในเดือน มี.ค. 2557 เนื่องจากปัญหาการคลังของสหรัฐยังไม่ถูกแก้ไขก่อนเส้นตายในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งอาจก่อให้เกิดการปิดหน่วยงานภาครัฐบางส่วนอีกครั้ง

อย่างไรก็ดี บอนด์ยิลด์ทั่วโลกสะท้อนล่วงหน้าไประดับหนึ่งแล้ว และมีทิศทางแกว่งขึ้นอีก ซึ่งจะส่งผลลบต่อการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงินส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มที่กระแสเงินสดรับค่อนข้างคงที่ เช่น พันธบัตรหรือหุ้นกู้ที่ให้อัตราดอกเบี้ยคงที่ (ยิ่งพันธบัตรอายุยาวยิ่งได้รับผลกระทบมาก เหมือนการล็อกตัวเองไว้กับอัตราดอกเบี้ยที่เตี้ยติดดิน) หรือหุ้นที่ปันผลแทบไม่โต

แนวโน้มการลดทอน QE ของเฟดยังหนุนให้ดอลลาร์สหรัฐโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น ซึ่งจะกดดันสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นตลาดอีเมอร์จิ้ง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ หรือแม้กระทั่งทองคำที่เป็นตัวแทนของสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง

ประการที่ 2 ภาพรวมเศรษฐกิจโลกกระเตื้องขึ้นอย่างช้าๆ ขณะที่การฟื้นตัวของประเทศหลัก โดยเฉพาะสหรัฐดูดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ของตลาดอีเมอร์จิ้งกลับแผ่วกว่าที่เคยประเมินไว้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจไทยที่เริ่มได้รับผลลบจากปัญหาการเมือง

น่าสังเกตว่า การส่งออกบ้านเราอาจไม่ขยายตัวเลยในปีนี้ ทั้งที่เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปีที่เป็นเช่นนี้อาจเนื่องจาก 1) บทบาทของสหรัฐต่อเศรษฐกิจโลกลดลงเรื่อยๆ จีดีพีสหรัฐเคยมีขนาดราว 27% ของโลกเมื่อปี 2548 แต่ปัจจุบันลดเหลือเพียง 22% ที่สำคัญโครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐนำโดยภาคบริการ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมก็เป็นกลุ่มไฮเทคซะมาก การฟื้นตัวของสหรัฐแต่เพียงลำพัง จึงยังช่วยการส่งออกของไทยที่ยังเน้นสินค้าอุตสาหกรรมโลว์เทคได้ไม่มาก

ปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐมีแนวโน้มดีขึ้น เนื่องจากประสบความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงาน โดยเฉพาะการนำน้ำมันดิบและก๊าซจากใต้ชั้นหินดินดาน (Shall Oil, Shall Gas) ขึ้นมาใช้ ยังส่งผลให้สหรัฐพลิกบทบาทกลายเป็นผู้ส่งออกก๊าซและถ่านหิน ขณะที่ลดการนำเข้าน้ำมันลงไปเรื่อยๆ

2) หลายปีที่ผ่านมา ไทยถูกดึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานการผลิตโลก ที่ยังมีกำลังการผลิตส่วนเกินค่อนข้างสูง เนื่องจากเพิ่งผ่านช่วงเศรษฐกิจตกต่ำมาได้ไม่นาน ขณะที่จีนซึ่งมีบทบาทเป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่ใหญ่สุดของโลกยังอยู่ในโหมดชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อลดความเสี่ยงฟองสบู่แตก ภาคการส่งออกของไทยจึงต้องการแรงหนุนจากการฟื้นตัวของทั้งห่วงโซ่การผลิตโลก

การส่งออกที่มีขนาดถึง 70% ของจีดีพีไทยจึงฟื้นตัวอย่างเชื่องช้า และพลอยฉุดรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวม

ปีนี้เศรษฐกิจไทยน่าจะโตแค่ 3% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศเพื่อนบ้านแถบเอเชียค่อนข้างมาก การชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยพลอยฉุดกำไร บจ.ไปด้วย

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ปรับลดประมาณการกำไรของ บจ.ไทยปีนี้ลง เหลือโตแค่ 6.2% (เทียบกับ 16% ที่ประเมินไว้ก่อนประกาศงบไตรมาส 3) ขณะที่ของเพื่อนบ้านเอเชียที่ไม่รวมญี่ปุ่นถูกคาดหมายว่าจะเพิ่มขึ้น 10.2%

กำไรของ บจ.ไทยโตน้อยกว่า แต่กลับเทรดที่ค่าพีอีปี 2556 สูงกว่า (14.2 เท่า เทียบกับ 12.6 เท่า) ในสายตาต่างชาติ ความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยจึงลดลง โดยเฉพาะเมื่อเสถียรภาพการเมืองง่อนแง่น

ประการที่ 3 กระแสเงินทุนยังไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ โดยส่วนใหญ่ไหลกลับไปยังตลาดหุ้นของประเทศหลัก

ตั้งแต่ประธานเฟดส่งสัญญาณลด QE เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2556 กระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นอีเมอร์จิ้งที่เคยสร้างผลตอบแทนอย่างโดดเด่นในช่วง 3 ปีหลัง จนกดดันให้ผลตอบแทนของตลาดหุ้นอีเมอร์จิ้งปีนี้เหลือบวกเพียงเล็กน้อย จนถึงติดลบในหลายๆ ตลาด รวมถึงไทยที่ลบอยู่ราว 2.5%

ขณะที่กระแสเงินทุนไหลย้อนกลับเข้าตลาดหุ้นประเทศหลักอย่างต่อเนื่อง ดันผลตอบแทนปีนี้ขึ้นมาอย่างโดดเด่น นำโดยดัชนีนิกเกอิ +49% ดาวโจนส์ +23% ตลาดหุ้นยุโรป +16%

ประการที่ 4 ตลาดหุ้นไทยยังคงถูกกดดันจากสถานการณ์การเมืองที่ร้อนฉ่า

ขณะนี้ปัญหาการเมืองเริ่มมีผลกระทบต่อบรรยากาศการใช้จ่ายในช่วงปลายปีแล้ว รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่เป็นพระเอกมาตลอด ก็เริ่มเผชิญกับความไม่แน่นอนมากขึ้น

ส่วนการลงทุนภาครัฐที่เคยเป็นตัวความหวัง โดยเฉพาะเมกะโปรเจกต์ตาม พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เสี่ยงที่จะล่าช้าต่อไป

บรรยากาศความไม่แน่นอนยังปกคลุมตลาดหุ้น การเมืองส่อยืดเยื้อ รัฐบาลถูกรุกไล่จนเหลือหมากให้เดินน้อยลงทุกที ขณะที่มีความกังวลเพิ่มขึ้นต่อความเสี่ยงเรื่องการใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะการสร้างสถานการณ์จากมือที่สาม

ที่เขียนมามีแต่เรื่องลบ แต่เรียนว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ ได้สะท้อนไปในราคาหุ้นมากพอสมควรแล้ว แม้ช่วงสั้นความเสี่ยงยังสูงก็ตาม แต่โอกาสทำกำไรก็มากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

ต้องประเมินต่อไปว่า ความเสี่ยงทางการเมืองนี้จะกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและธุรกิจในระยะยาวมากน้อยแค่ไหน จะพบว่าในหลายๆ กิจการถูกกระทบไม่มาก เช่น กลุ่มโมเดิร์นเทรด (ชอบ CPALL HMPRO) ผู้ให้บริการมือถือ INTUCH DTAC ADVANC ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า BTS

หุ้น THCOM ที่ความต้องการใช้งานดาวเทียมที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก จนช่องสัญญาณไม่เพียงพอ

ส่วนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวอาจถูกกระทบระยะสั้นถอยตั้งรับลึกหน่อย แต่แนวโน้มระยะยาวยังไม่เปลี่ยน หนุนโดยนักท่องเที่ยวที่เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการเติบโตของคนชั้นกลางในแถบเอเชียโดยเฉพาะจีน การเติบโตของสายการบินต้นทุนต่ำ กระแส AEC หุ้นที่เด่น ได้แก่ AOT CENTEL

เศรษฐกิจไทยไม่ได้เลวร้าย แม้เผชิญวิกฤตทางการเมืองมาหลายครั้ง ก็สามารถฟื้นกลับมาได้ทุกครั้ง การปรับฐานจากความเสี่ยงทางการเมือง จึงเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนระยะยาว รอเก็บของถูกเพิ่มที่ดัชนี 1,340-1,350 จุด พบกันใหม่โอกาสหน้าครับ

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน