posttoday
แนวโน้มตลาดหุ้นไทยเดือน พ.ค.

แนวโน้มตลาดหุ้นไทยเดือน พ.ค.

03 พฤษภาคม 2553

...สุกิจ อุดมศิริกุล

สวัสดีครับทุกท่าน ต้องขออภัยอีกครั้งที่ผมไม่ได้มีบทความมา 2 สัปดาห์ ในขณะที่สัปดาห์นี้ถือได้ว่าเป็นสัปดาห์เริ่มต้นของเดือน พ.ค. ดังนั้นจึงขอนำเสนอมุมมองของตลาดหุ้นไทยในเดือนนี้

สำหรับเดือน พ.ค. นั้น คาดว่าปัจจัยที่จะเป็นปัจจัยชี้นำ ได้แก่ การทบทวนผลประกอบการหลังจากบริษัทจดทะเบียนมีการประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2553 วิกฤตกรีซที่รุนแรงและลุกลาม และการปฏิรูปสถาบันการเงินของสหรัฐ ส่วนการเมืองในประเทศจะมีผลให้มีการทบทวนประมาณการ GDP และกำไรสุทธิปี 2553 หลังจากเหตุการณ์สิ้นสุด

แนวโน้มตลาดฯ เดือน พ.ค. 2553

ผมยังคงมีความคาดหวังว่าวิกฤตการเมืองจะคลี่คลายได้ในเดือนนี้ จึงประเมินว่าตลาดมีโอกาสฟื้นตัว โดยยังคงมีมุมมองว่าปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจและผลการดำเนินงานยังคงแข็งแกร่งถึงแม้จะได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเมืองก็ตาม ในขณะที่การประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2553 จะเป็นปัจจัยหนุนระยะสั้น และมีส่วนช่วยให้นักลงทุนสามารถประเมินแนวโน้มกำไรสุทธิปี 2553 ได้ชัดเจนมากขึ้น

สำหรับ SCRI ประเมินว่ากำไรสุทธิปี 2553 มีแนวโน้มลดลง 3.2% จากประมาณการเดิม ส่งผลให้ EPS หลังทบทวนอาจลดลงอยู่ที่ 65.3 บาทต่อหุ้น เทียบกับปี 2552 ที่ 58 บาทต่อหุ้น และประเมินระดับต่ำสุดของดัชนีในกรณีที่เกิดผลกระทบจากปัจจัยการเมืองไว้ที่ระดับ 700 จุด และ 620 จุด ตามลำดับ ซึ่งยังคงสูงกว่าระดับ 540 จุด ที่ SCRI ได้เคยประมาณการไว้ในช่วงต้นปี 2553 ซึ่งสมมติฐานในการประเมินในขณะนั้นได้ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจรอบ 2 ไว้ด้วย แต่ในปัจจุบันความเสี่ยงดังกล่าวลดลงแล้ว ส่วนระดับดัชนีสูงสุดยังคงประมาณการเดิมที่ 880 จุด

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าราคาหุ้นจะโดดเด่นในเดือน พ.ค. ได้แก่ กลุ่มน้ำมันและโรงกลั่น ปิโตรเคมี เหล็ก ค้าปลีก อาหาร เกษตร และขนส่งทางเรือ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเมืองในระดับต่ำ

กลยุทธ์การลงทุนในเดือน พ.ค. 2553 แนะนำให้ “ซื้อสะสม” โดยแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักหากดัชนีต่ำกว่า 700 จุด สำหรับ Investment Theme ในเดือน พ.ค. 2553 ได้แก่ หุ้นที่ยังคงมีราคา Undervalued ถึงแม้จะถูกปรับลดกำไรสุทธิจากปัจจัยการเมืองแล้ว (SCC PTT) และหุ้นที่ถูกปรับเพิ่มประมาณการผลการดำเนินงานปี 2553 (PTTAR PTTEP SSI)

ปัจจัยชี้นำ

เงินทุนต่างประเทศคาดว่าจะไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยหลังจากการเมืองคลี่คลาย เนื่องจากราคาหุ้นโดยเฉลี่ยในปัจจุบันได้ลดลงต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานประมาณ 1520% ในขณะที่ SCRI ประเมินว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนโดยเฉลี่ยจะลดลงเพียง 3.2% จากประมาณการเดิม ในขณะที่ปัจจัยสนับสนุนด้านต่างประเทศ ได้แก่ การที่เฟดยังส่งสัญญาณว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำต่อไป รวมถึงการคาดการณ์ในเรื่องการปล่อยให้ค่าเงินหยวนแข็งค่า และการคงอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ ซึ่งจะเห็นได้จากข้อมูลของสถาบัน ICI ของสหรัฐพบว่า ยังคงมีเงินทุนไหลออกจากตลาดเงินสหรัฐเพื่อไปหาแหล่งลงทุนที่มีผลตอบแทนสูงกว่า เนื่องจากเฟดยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำ โดยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 15 เม.ย. มีเงินทุนไหลออกสุทธิ 3,800 ล้านเหรียญสหรัฐ

SCRI ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับ 1.25% ต่อไป หลังจากปัจจัยการเมืองอาจมีผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจช้ากว่าคาดการณ์ แต่คาดว่า GDP ปี 2553 จะยังคงขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3.3% รวมถึงอาจส่งผลให้การใช้นโยบายการคลังของรัฐบาลขาดประสิทธิภาพ ดังนั้น จึงคาดว่า กนง.มีโอกาสคงอัตราดอกเบี้ยในระดับปัจจุบันต่อไปในช่วง Q2/2553 แต่มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วง Q3/2553 โดยคาดว่า กนง.จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียง 0.25% เพื่อเป็นการส่งสัญญาณการกลับสู่นโยบายการเงินแบบปกติ (Normalization) ซึ่งคาดว่าจะไม่กระทบต่อบรรยากาศการลงทุนและเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

ผลการดำเนินงาน บจ.มีโอกาสลดลง 3.2% จากประมาณการเดิม โดยกลุ่มที่มีโอกาสถูกปรับลดประมาณการ ได้แก่ ท่องเที่ยว การบิน เนื่องจากได้รับผลกระทบโดยตรง โดยหุ้นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ERAWAN/MINT/THAI/AOT สำหรับกลุ่มที่มีโอกาสถูกปรับลดประมาณการปานกลาง เนื่องจากผลการดำเนินงานมีความอ่อนไหวต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค อาทิ BIGC/MAKRO/LH/PS/ QH\/MAJOR รวมทั้งกลุ่มธนาคารพาณิชย์เนื่องจากเป้าหมายการปล่อยสินเชื่ออาจได้รับผลกระทบ กลุ่มที่มีโอกาสถูกปรับลดประมาณการในระยะยาว ในกรณีที่โครงการไทยเข้มแข็งมีความล่าช้า ได้แก่ SCC/ TSTH/CK/STEC/TMT/BSBM

ความเสี่ยงสูงสุดในเดือน พ.ค. SCRI เน้นไปที่ความเสี่ยงที่เหนือความคาดหมายของตลาด (Negative surprise) ซึ่งมีโอกาสส่งผลให้เกิดนักลงทุนต่างชาติขายทำกำไร โดยความเสี่ยงดังกล่าว ได้แก่ กรณีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สหรัฐฟ้องโกลด์แมน แซคส์ ปัจจัยการเมืองในประเทศยืดเยื้อและรุนแรง การที่กรีซไม่สามารถชำระคืนหนี้ได้ตามกำหนด ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะลุกลามไปประเทศอื่น และส่งผลให้เกิดวิกฤตสถาบันการเงินในยุโรปและกระทบต่อตลาดการเงินโดยรวม ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่อยู่ในการคาดการณ์ของตลาดแล้ว เช่น การที่จีนอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยคาดว่าจะมีผลกระทบต่อตลาดไม่มากและเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี