posttoday
ศก.ไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยหนัก

ศก.ไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยหนัก

24 พฤศจิกายน 2556

สัปดาห์ที่ผ่านมาน่าจะเป็นสัปดาห์ที่โหดร้าย ทั้งสำหรับการเงินและตลาดหุ้น เพราะมีแต่ข่าวร้าย

สัปดาห์ที่ผ่านมาน่าจะเป็นสัปดาห์ที่โหดร้าย ทั้งสำหรับการเงินและตลาดหุ้น เพราะมีแต่ข่าวร้าย โดยเฉพาะเมื่อคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศปรับลดเป้าการขยายตัวเศรษฐกิจปี 2556 จาก 3.84.4% เหลือ 3% เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจไทยทุกตัวยกเว้นการท่องเที่ยว ปรับตัวลดลงจากตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ครั้งก่อน

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สศช. เปิดเผยว่า สาเหตุหลักที่ทำให้เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ประมาณ 3% ในปีนี้ เป็นปัญหาจากการส่งออก โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี ที่มีการขายตัวเพียง 0.2% เท่านั้น โดยถือเป็นอัตราที่ต่ำมาก ทำให้คาดว่าการส่งออกปีนี้จะไม่เพิ่มจากปีก่อนหน้าเลย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เคยประเมินไว้ว่า ปีนี้จะมีอัตราการขยายตัวประมาณ 5%

เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้การส่งออกปีนี้ไม่เติบโตขึ้น เป็นเพราะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช้า และไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้นที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาการส่งออก เพราะประเทศในอาเซียนด้วยกันได้รับผลกระทบเช่นเดียวกันหมด

อย่างไรก็ตาม นายอาคม ยังมั่นใจว่า ปี 2557 การส่งออกจะขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ถึง 7% เนื่องจากคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโต 3.5% จากปีนี้ที่ขยายตัว 2.9% ทำให้เศรษฐกิจปีหน้าจะขยายได้ 45%

หลังจากที่ สศช.ปรับตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของปีนี้ลงไปแล้ว สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ออกมาตอกย้ำข่าวร้ายให้หนักขึ้นอีก โดยนายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการ สศค. ชี้แจงว่า ในเดือน ธ.ค. คลังจะปรับลดการขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้ลงเหลือ 3% จากเดิมที่ประมาณการไว้ที่ 3.7% เพราะเห็นตัวเลขการส่งออกที่ขยายตัว 0% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจยังชะลอตัว

อย่างไรก็ตาม สศค. คาดว่าอาจจะต้องปรับเพิ่มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีหน้าเพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดไว้ 5.1% เพราะการขยายตัวในปีนี้ลดลงทำให้ฐานต่ำ การขยายตัวในปีหน้าจึงน่าจะสูงขึ้น และยังมีปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นจะทำให้การส่งออกของไทยกลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง ขณะการใช้จ่ายภาครัฐจะมีเงินจาก พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท

ในขณะที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยชะลอตัวผลที่เกิดตามมาคือ เงินทุนไหลออกจากประเทศไทยไปเรียบร้อยแล้ว

เงินทุนดาหน้าไหลออก

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานให้คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจทราบว่า ในช่วงที่ผ่านมามีเงินทุนไหลออกจากไทยในช่วงสั้นๆ 8,5008,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.632.69 แสนล้านบาท เพราะกังวลว่าสหรัฐจะปรับลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และวิตกกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของไทยจนอาจทำให้แผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทสะดุด ซึ่งจะกระทบกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจและกำไรของภาคธุรกิจ

สำหรับบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยก็เช่นเดียวกัน โดยยังคงได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์การเมืองโดยเฉพาะการออกมาต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และผลจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่มีมติเสียงข้างมาก ที่ระบุว่าการแก้ที่มาของ สส.และ สว. ขัดกฎหมายรัฐธรรมนูญและในวันที่ 24 พ.ย.นี้ จะมีการนัดชุมนุมใหญ่อีกครั้ง ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้ได้กดดันดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดเมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2556 ที่ระดับ 1,359.07 จุด ลดลง 16.79 จุด มูลค่าการซื้อขาย 34,675.19 ล้านบาท ต่างชาติขายหนักอีก 2,403.95 ล้านบาท

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงสวนตลาดหุ้นเพื่อนบ้านที่บวก เพราะได้รับแรงกดดันจากการเมืองที่นักลงทุนยังรอการชุมนุมครั้งใหญ่ในวันที่ 24 พ.ย.นี้ จึงขายหุ้นออกมาก่อนเพื่อถือเงินสดรอดูสถานการณ์

นอกจากนี้ ผลจากเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอลงผลดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) งวดไตรมาส 3 ที่ออกมาต่ำกว่าตลาดคาดไว้มาก จึงทำให้มีการปรับลดประมาณการกำไรระลอกใหญ่เกิดขึ้น ซึ่งก็เป็นปัจจัยสนับสนุนให้แรงขายเกิดขึ้นต่อเนื่อง

นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส (ASP) กล่าวว่า แม้มองว่าปีหน้ากำไรบริษัทจดทะเบียนจะเติบโตจากปีนี้เพียง 12% และมองว่าหุ้นไทยราคาไม่ถูกแล้ว กำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยน้อยลงเห็นได้ชัดตั้งแต่ไตรมาส 3 แต่ยังมีหุ้นที่น่าสนใจลงทุนประมาณ 3040 บริษัท ซึ่งน่าจะเป็นแนวโน้มการลงทุนของปีหน้าได้คือ หุ้นที่ทำรายได้สม่ำเสมอและจ่ายปันผลสูง เช่น กลุ่มธุรกิจจ่ายน้ำจ่ายไฟหรือเกี่ยวกับทางด่วน

ลดภาษีบุคคลธรรมดาแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางข่าวร้ายทั้งด้านเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ยังมีข่าวดีสำหรับประชาชนผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ เพราะที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 19 พ.ย. มีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่...) พ.ศ. ... เรื่องมาตรการปรับปรุงบัญชีอัตราภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดา เพื่อให้มีผลบังคับใช้สำหรับรายได้ในปี 2556 ที่จะต้องยื่นแบบในปี 2557

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวมีการปรับปรุงบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจาก 5 อัตรา เป็น 7 อัตรา ได้แก่ 5% 10% 15% 20% 25% 30% และลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากอัตราสูงสุด 37% เหลือ 35% ซึ่งทำให้ผู้มีเงินได้ประหยัดภาษีได้สูงสุดถึง 50% เมื่อเทียบกับอัตราภาษีเดิมต่ำสุดได้ลดภาษีลงตั้งแต่ 6,0001.62 แสนบาท

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน