
ถนนการเมืองสายใหม่
....สุรชัย กำพลานนท์วัฒน์
เพิ่งกลับจาก อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องบอกว่าบรรยากาศต่างกับกรุงเทพมหานคร...ราวฟ้ากับเหว!!
หาดใหญ่ ณ เวลานี้มีแต่ความคึกคัก ห้องหับห้องพักเต็มเกือบทุกโรงแรม ถนนหนทางคลาคล่ำไปด้วยรถราติดขัดกันไปหมด มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศมากมาย โดยเฉพาะคนจากมาเลเซียเพื่อนบ้านเราเข้ามาท่องเที่ยวจับจ่ายใช้สอยหนาตาทั้งที่ด่านนอก อ.สะเดา และที่ตัวเมืองหาดใหญ่ แม้คนไทยด้วยกันเองทั้งคนในพื้นที่ พี่น้องจังหวัดชายแดนใต้และข้าราชการพนักงานบริษัทห้างร้านในจังหวัดใกล้เคียงก็มีการจัดงานจัดกิจกรรมและสัมมนากันอย่างต่อเนื่อง
คุยกับคนในพื้นที่ต่างยืนยันว่าเวลานี้หาดใหญ่กลับมาเหมือนเดิมและกำลังจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะตั้งแต่หลังตรุษจีนเป็นต้นมาก็ยังคงความคึกคักทางเศรษฐกิจแรงไม่มีตก ยิ่งช่วงสงกรานต์ซึ่งปีนี้ทางจังหวัดได้จัดงานยิ่งใหญ่มีคนมากมายร่วมงานมากที่สุดในรอบ 6 ปีทำให้พ่อค้านักธุรกิจหน้าตาเบิกบานกันทั่วหน้า และหลังสงกรานต์ต่อเนื่องมาถึงเดือน พ.ค.แล้วก็ตาม แต่บรรยากาศโดยรวมก็ยังอยู่ในเกณฑ์ดีไม่มีสะดุด ทั้งธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร สถานบันเทิงเริงรมย์ ร้านค้าขาย ธุรกิจการศึกษา สปาและนวดแผนโบราณ ยามค่ำคืนแทนหาที่ว่างไม่ได้เลย
ได้ยินได้ฟังและได้เห็นกับตาแบบนี้ก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงผู้ประกอบการในกรุงเทพมหานครย่านที่มีการชุมนุมทางการเมือง ถนนสายเศรษฐกิจเส้นเลือดใหญ่ที่สุดของเมืองไทย ณ เวลานี้มันช่างแตกต่างกับหาดใหญ่ราวฟ้ากับเหวเสียนี่กระไร!!
ผู้ประกอบการน้อยใหญ่ต่างไม่รู้ชะตากรรมทางธุรกิจของตัวเองว่าจะเป็นอย่างไร ที่เจ๊งที่ขาดทุน...ก็ยังไม่รู้จะคำนวณนับถึงวันสิ้นสุดกันเมื่อไหร่ ไม่รู้แม้แต่จะตัดสินใจเดินหน้าหรือถอนสมอออกไปทำมาหากินที่อื่นดี??
ชีวิตนี้เต็มไปด้วยความไม่ชัดเจน เจอใครถามใครก็ไม่มีใครตอบได้ นอกจากไม่ได้คำตอบแล้ว ยังเจอคำถามอีกว่า...อยู่สีไหน??
สีไหนไม่รู้...รู้แต่ว่าตอนนี้ผู้ประกอบการต่างมี...สีหน้าไม่สู้ดี!!
ที่น่าห่วงกว่านี้คือ บัดนี้...สี่แยกราชประสงค์ ได้เสียความบริสุทธิ์ทางการเมืองไปเรียบร้อยแล้ว ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองเฉกเช่นเดียวกับ...ถนนราชดำเนิน...ไปเสียแล้ว และแน่นอนที่สุด เมื่อมีครั้งแรกก็ย่อมมีครั้งต่อไป และถัดจากนี้...สี่แยกราชประสงค์...แห่งนี้ก็จะมีโอกาสถูกเลือกใช้บริการในการแสดงออกถึงความขัดแย้งทางการเมืองอีกอย่างไม่มีทางเลือก
การได้รับเกียรติแบบนี้ จะเกิดผลทางลบกับธุรกิจอย่างมากมายในอนาคตอันใกล้นี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะทำให้ธุรกิจทั้งหลายต้องแบกรับต้นทุนสูงขึ้นรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนเงินที่ต้องมีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ต้นทุนค่าเช่าพื้นที่ที่จะถูกปรับสูงขึ้นให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายบางรายการที่ผู้ให้เช่าต้องจ่ายเพิ่ม ต้นทุนแรงงานที่ต้องจ้างมือดีๆ แพงขึ้นหรือเกิดจากการใช้แรงงานไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ต้นทุนสินค้าค่าสูญเสียค่าเสียหายค่าเก็บรักษา รวมถึงต้นทุนค่าเบี้ยประกันภัยที่จะถูกเรียกเก็บแพงขึ้นกว่าเดิม
ไม่มีความแน่นอนทางการเมือง...ไม่มีความแน่นอนทางเศรษฐกิจ... ธุรกิจก็มองไม่เห็นอนาคตของตัวเอง
ถนนการเมืองสายใหม่ได้เริ่มต้นนับหนึ่งแล้ว ในขณะที่ภาคธุรกิจก็เริ่มต้นนับเหมือนกัน แต่เป็นการเริ่มนับ...ถอยหลัง!!







